โมเดลพัฒนาการหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม

โมเดลพัฒนาการทำงานรูปแบบใหม่

การหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม
ด้วยการทำงานร่วมของภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่

โครงการผู้นำแห่งอนาคต ดำเนินงานภายใต้คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาเป็นปีที่ 4 มีเป้าหมายเพื่อหนุนเสริมกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมให้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนบนฐานของสุขภาวะทางปัญญา โครงการจึงทำหน้าที่เสริมศักยภาพให้กับเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายภาคส่วน รวมทั้งเครือข่าย และภาคีของ สสส. โดยอยู่บนฐานการปฏิบัติงานจริงทั้งในเชิงพื้นที่และประเด็นปัญหา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านภาวะการนำกระบวนทัศน์ใหม่ รวมถึงการสร้างจินตนาการและค่านิยมใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

จากการทำงานที่ผ่านมา ในมิติความรู้ที่เชื่อมโยงงานวิชาการกับภาคปฏิบัติการในพื้นที่ พบว่า ผู้นำการขับเคลื่อนสังคมหรือองค์กรยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ และนวัตกรรมในการทำงาน เช่น วิธีการทบทวนและออกแบบกลยุทธ์เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืน การวัดผลกระทบทางสังคม การทำกิจการเพื่อสังคม และการสื่อสารความเข้าใจสู่สังคม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้โครงการผู้นำแห่งอนาคตจึงได้ร่วมมือกับ School of Changemakers (SOC) ในการทดลองสร้างโมเดลการทำงานใหม่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการทำงานและลดข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น โดยได้นำเอาแนวคิดและวิธีการดำเนินงานของการทำกิจการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur : SE) และคนทำงานภาคธุรกิจ (Entrepreneurship) ที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับหน้างานของภาคประชาสังคม ผ่าน “เวทีพัฒนาศักยภาพเครือข่ายด้วยเครื่องมือสนับสนุนความยั่งยืนการขับเคลื่อนทางสังคม” ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 จนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 โดยเป็นการทดลองการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม 4 องค์กร คือ สมาคมประชาคมพังงาแห่งความสุข จ.พังงา, สถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา จ.ลพบุรี, มูลนิธิบ้านครูน้ำ จ.เชียงราย และขอนแก่นนิวสปิริต จ.ขอนแก่น

โดยโครงสร้างหลักในการทำงาน คือ การสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งในการพัฒนาการทำงานให้ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่จะได้ออกแบบและทดลองการทำงาน โดยอาศัยองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการจัดอบรมในรูปแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ 3 ครั้ง เว้นระยะครั้งละประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะ 3 ด้าน คือ

  • “การสร้างกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสังคม (Strategy for Change Workshop)” จัดเมื่อวันที่ 10 - 12 พ.ย. 2560 : โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ตั้งแต่ Why” องค์กรมีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสังคมอย่างไร ขั้นที่สอง What” ทบทวนการทำงาน ตั้งเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และกลไกในการทำงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (Theory of change and Impact value chain) รวมถึงสกัดต้นทุนในการทำงาน (Extraction) ขององค์กร และเสาะหาลู่ทางในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ (Trends and Opportunities) และขั้นสุดท้าย คือ “How” การออกแบบกลยุทธ์โดยนำข้อมูลที่วิเคราะห์จากขั้น Why และ What มาปรับแผนให้ชัดเจนพร้อมนำไปทดลองใช้ปฏิบัติงาน
  • “การคิดและวางแผนการเงินแบบผู้ประกอบการสังคม (Finance Matter for Social Entrepreneurs)” จัดเมื่อวันที่ 15 - 17 ม.ค. 2561 : โดยมีกระบวนการให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์ว่าจากแผนการทำงานของตนที่วางไว้ จะสามารถสร้างผลกระทบทางสังคม (Social impact unit) ได้มากน้อยเพียงไร แล้วการจะสร้างผลกระทบแต่ละหน่วยเราต้องใช้เงินเท่าไหร่ (Impact unit cost) เมื่อได้ข้อมูลจากทั้งสองส่วนแล้วจึงนำมาปรับแผนการทำงานและกลยุทธ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (Scaling Challenge) อีกการเติมเต็มหนึ่งที่ควบคู่กันไป คือ การเรียนรู้จากตัวอย่างการบริหารเงินที่ได้ผลขององค์กรภาคประชาสังคม เช่น การสร้างช่องทางการหารายได้ให้หลายหลายมากยิ่งขึ้น (Diversify) หรือการทำงานโดยใช้เงินทุนเท่ากับศูนย์ (Free) เป็นต้น
  • “การจัดการและพัฒนาทีมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Preparing Team for Transition)” จัดเมื่อวันที่ 1 - 3 มี.ค. 2561 : โดยมีกระบวนการให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์ว่า ในแต่ละวันแต่ละคนใช้เวลาในการทำงานเท่าไหร่ (Man hour) แล้วเราได้รายได้เท่าไหร่จากการทำงานแต่ละชั่วโมง ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าเราใช้เวลาในการทำงานเหมาะสมหรือไม่ แล้วจะใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร (Effective time management) และขั้นสุดท้ายของการอบรมซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการทำงานให้ยั่งยืน คือ “การพัฒนาทีมในฝัน (Dream team)” ออกแบบการทำงานของทีมให้มีประสิทธิภาพผ่านหลัก 5 ประการ (The Fifth Discipline by Peter M. Senge) ที่ทำให้คนทำงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาทีมและเติบโตไปด้วยกัน

โดยในระหว่างการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการนอกจากการที่ทั้ง 4 พื้นที่ จะได้มารวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างความยั่งยืนในการทำงานและเติมพลังให้แก่กันและกันในเวทีแล้ว ยังมีการทำงานควบคู่กันไป คือ “การนำกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการทำงานให้ยั่งยืน ซึ่งช่วยกันพัฒนาในแต่ละเวทีไปทดลองใช้จริง” โดยมี “โคชติดตามพื้นที่ (Intrapreneurs)” ซึ่งจะทำงานร่วมกับผู้นำหลักของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยมองหาลู่ทางในการพัฒนา ‘จากความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง’ ปรับแผนกลยุทธ์ ทดลองการทำงาน รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเติมเต็มองค์ความรู้ เช่น การทำธุรกิจ และการบริหารการทำงาน ฯลฯ ทั้งจากตัวโคชเองและจากการเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมเติมเต็ม

ทั้งนี้การมีโคชติดตามพื้นที่ (Intrapreneur) มาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เกิดขึ้นจากแนวคิดว่าการที่แกนนำของภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีอบรมอาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทำงาน เมื่อผู้นำต้องกลับไปเผชิญกับปัญหาและบริบทการทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง ดังนั้นการมีคู่คิดที่มีมุมมองและความถนัดเฉพาะทางซึ่งแตกต่างออกไปมาช่วยมองปัญหาและทดลองการทำงานไปด้วยกัน อาจช่วยหนุนเสริมการทำงานให้เข้มแข็งและรอบคอบขึ้นได้

อีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม คือ การพัฒนาเรื่อง “การสื่อสาร” เพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถสื่อสารการทำงานของตนได้มีประสิทธิภาพ ตรงประเด็น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือการนำเสนอให้คนทั่วไปเห็นถึง ‘คุณค่าของการทำงาน (Impact Value)’ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเข้ามาสนับสนุนการทำงาน และยังทำให้คนภายนอกได้เรียนรู้จากการทำงานของพื้นที่อีกด้วย

นอกจากการดำเนินงานข้างต้นแล้ว ยังมีอีกทีมหนึ่งที่ทำงานร่วมกันตลอดเส้นทาง คือ “ทีมวิจัย” ซึ่งจะดำเนินการถอดบทเรียนทั้ง 4 พื้นที่ ถอดกระบวนการทำงาน การสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและผลที่เกิดขึ้นในระระดับปัจเจกและเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมหนุนเสริมการทำงานครั้งนี้ ซึ่งผลในที่นี้คือผลที่เกิดขึ้นจากการนำเอาแนวคิดและเครื่องมือของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) การทำงานร่วมกับโคชติดตามคนทำงานภาคประชาสังคม และการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร มาใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อนำเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นไปใช้ในการพัฒนาโมเดลการสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

จากการทดสอบโมเดลนี้ในระยะเวลากว่า 7 เดือน ได้สิ้นสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงเดือน พ.ค. 2561 โดยได้มีการนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันใน ‘เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดพังงาแห่งความสุข’ เมื่อวันที่ 12 - 13 พ.ค. ที่ผ่านมา การพูดคุยร่วมกันของผู้นำจากทั้ง 4 พื้นที่ โคชติดตามพื้นที่ นักวิจัย วิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานรูปแบบใหม่นี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกโดยเฉพาะทางด้านสุขภาวะทางปัญญา ทุกคนได้พัฒนาภายในตัวเอง โดยเฉพาะการเป็นผู้นำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Leadership) และผู้นำร่วม (Collective Leadership) รวมถึงการพัฒนาด้านกลไกการทำงานอย่างแท้จริง แม้ผลลัพธ์ (Output) และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว (Outcome) จะยังไม่ปรากฏชัดด้วยระยะเวลาที่จำกัด แต่ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ได้เป็นหนึ่งใน “โมเดลการทำงานร่วมระหว่างภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่ ในการพยายามแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน” ที่พร้อมให้ผู้อื่นได้นำบทเรียนไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของบริบท ทั้งนี้งานวิจัยที่ได้จากการทำงานร่วมของทั้ง 4 องค์กรภาคประชาสังคมโดยละเอียด ทั้งประสบการณ์ วิธีการดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีทั้งอุปสรรคและความสำเร็จจะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือและมีให้ดาวน์โหลดทางออนไลน์ในเว็บไซต์ในช่วงปลายปี 2561 นี้

No Comments Yet.

Leave a comment