ครูขอสอน: เมื่อกองเอกสารและการประเมินกำลังเบียดบังเวลาการทำหน้าที่ครู

‘ครูขอทำหน้าที่ครู’ คือข้อความบนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊คที่เหล่าครูต่างร่วมกันแสดงเจตจํานงบนโลกออนไลน์เมื่อวันครู 16 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ต่อเนื่องมาจาก ครูขอสอน ชื่อแคมเปญและเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มครูไทยที่รวมตัวกันสร้างพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์ โดยเขียนโปรยแนะนำตนเองสั้นๆ ว่า

“อยากเห็นครูอย่างเราได้กลับมาทำหน้าที่สอนและพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง” 

เพราะประเด็นการศึกษาคือเรื่องใหญ่ และก่อการครูเห็นถึงปรากฏการณ์ของครูไทยที่ลุกขึ้นมาสื่อสารเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ก่อการครูจึงชวนเหล่าครูแกนนำ ก่อการครูรุ่น 2 มาสะท้อนถึงประสบการณ์ว่า ทำไมครูต้องลุกขึ้นมาขอสอน ทำไมครูต้องขอทำหน้าที่ครู พวกเขากำลังประสบกับบรรยากาศแบบไหนที่ทำให้ครูไม่สามารถ ‘ทำหน้าที่’ ได้อย่างแท้จริง 

ครูขอทำหน้าที่ครู

ครูทิว-ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์  สุวรรณปาล หนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจ ‘ครูขอสอน’

“เราเป็นครู เป็นนักการศึกษา และเป็นบุคคลทั่วไปที่สนใจปัญหาเรื่องการศึกษา เรารู้สึกว่าการศึกษาไทย มีประเด็นเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วอะไรที่เป็นหัวใจสำคัญ อย่างหนึ่งคือตัวครูเอง ที่ทำหน้าที่สอนในระบบ ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็จะมีคำที่เรามักได้ยินว่า ‘ครูเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว’ เรารู้สึกว่าบางอย่างไม่ต้องเป็นครูก็ได้”

บางอย่างที่ว่า มีอะไรบ้างคะ – เราถาม

“คือหนึ่ง งานพิเศษครับ การที่เราเป็นครูโดยเฉพาะในโรงเรียนรัฐบาล นอกเหนือจากงานสอนตามตารางสอนแล้ว เราต้องมีงานพิเศษหรืองานตามฝ่าย ซึ่งในโรงเรียนก็จะแบ่งยิบย่อยเป็นฝ่ายวิชาการ การเงิน งบประมาณ บริหารทั่วไป บุคคล ฝ่ายกิจการนักเรียน อะไรต่างๆ โอเคล่ะ อย่างงานวิชาการเรื่องของหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน งานกิจการนักเรียนที่คอยช่วยเหลือดูแลนักเรียน เหล่านี้ผมคิดว่ายังต้องเป็นหน้าที่ของครูอยู่ 

ธนวรรธน์  สุวรรณปาล

“แต่ภาระงานเช่น ฝ่ายบุคคลที่ต้องมาเช็คการขาด ลา มาสายของครู งานเหมือน HR หรืองานอาคารสถานที่ เช่นเวลาจะก่อสร้างอะไร มีช่างรับเหมาเขาเข้ามาทำห้องน้ำ ต่อเติมนู่นนี่ ครูก็ต้องมาคอยเฝ้า ติดต่อช่าง คำนวณราคา หรือกระทั่งงานพัสดุที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ของโรงเรียน ก็ต้องทำเอกสาร วุ่นวายไปหมด การเงินที่จะต้องลงบัญชีทุกวัน นี่คือตัวอย่างนะ แต่มียิบย่อยอีกเยอะที่ครูต้องทำเป็นประจำ 

“แต่กระนั้น บางโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะจ้างเจ้าหน้าที่ตามฝ่ายต่างๆ แต่สุดท้าย ครูก็ยังต้องทำอยู่ดีเพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่มีอำนาจในการเซ็นเอกสารต่างๆ ต้องมีหัวหน้างานที่เป็นครูอยู่ดี ซึ่งครูก็ต้องสอนด้วยและแบ่งร่างมาทำตรงนี้ แล้วยังต้องเตรียมสอน ตรวจการบ้าน ดูแลนักเรียนด้วย มันทำให้เราไม่สามารถโฟกัสได้เต็มที่”

ครูทิวร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง การจะเป็นครูที่สร้างการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กหนึ่งคน ช่างมีภาระที่หนักอึ้ง สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ครูทิวและเพื่อนครูกำลังเผชิญ ทว่ามากกว่างานอันเป็นกิจวัตรเหล่านี้ ครูทิวได้ขยายให้เห็นถึงภาพปัญหาเชิงนโยบายของการศึกษาไทย ที่นอกจากจะไม่เอื้อในการทำงานให้ครู ซ้ำร้าย นโยบายมากมายยังเป็นการกดทับภาระที่หนักอึ้งของครูที่มีมากอยู่แล้ว  

“งานตามนโยบายไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง ให้โรงเรียนเข้าร่วมแล้วผู้บริหารจะได้ผลงาน หรือบังคับว่าทุกโรงเรียนจะต้องทำตามนี้ เปิดหลักสูตรนี้ ทำโครงการนี้ เราก็จะต้องรายงานตัวเลขไปว่าได้มีการทำกับนักเรียนจำนวนเท่านี้นะ ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ ความพึงพอใจเท่าไหร่ รายงานตัวเลขขึ้นไป นี่คือภาพสะท้อนถึงตัวระบบเองที่เหมือนจะให้อิสระ แต่ส่วนกลางก็ต้องกำหนดอะไรบางอย่างมาอยู่ดี แล้วโรงเรียนก็ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนสีขาว โรงเรียนสุจริต เยอะแยะไปหมด 

“ครูทุกคนเห็นปัญหา ทุกคนบ่นปัญหาเดียวกัน ซึ่งครูจำนวนหนึ่งที่อยากจะเปลี่ยน แต่ว่าไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไร หรือจำนวนหนึ่งที่มองว่า ‘พูดไปก็เท่านั้นแหละ เปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก’ แต่ถามว่าทุกคนตื่นตัวมากน้อยแค่ไหน

ผมมองว่าในวันนี้ ครูมองเห็นความหวัง จากเดิมที่เขาบ่นอยู่ตัวคนเดียวหรือบ่นในที่ทำงาน หรือครอบครัวว่าเจอปัญหานู่นนี่นั่น เขาเริ่มเห็นพื้นที่ตรงกลาง ที่ไม่ได้มีคนเจอปัญหาเหมือนเราคนเดียวนี่นา หลายๆ คนมาแชร์ มาแสดงความคิดเห็นกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นต่อๆ ไปในระยะยาว ครูจะออกมาพร้อมใจกันส่งเสียงว่ามันถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบได้แล้ว” 

ครูขอเวลาว่าง เพื่อออกแบบการเรียนรู้เจ๋งๆ

ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูแกนนำก่อการครูรุ่น 2 

“หน้าที่ของครูในความหมายของผมก็คือ หน้าที่ในการเตรียมกระบวนการจัดการเรียนการสอน วางแผน ตั้งใจสอน และประเมินผลการสอนเพื่อพัฒนานักเรียนไปให้ถึงเป้าหมายของนักเรียนและสังคมครับ” ครูกั๊กว่า 

“ถ้าถามแค่คำว่าครู มีหน้าที่อะไรบ้าง เรามองว่า หนึ่ง คือการทำความเข้าใจวิชาหรือหลักสูตรที่จะสอน สอง เตรียมตัวสอน ได้แก่เนื้อหารวมถึงใจความสำคัญของเรื่อง เราจะได้อธิบายเด็กได้ หรือคิดกระบวนการให้ผู้เรียนได้ท้าทาย (หากไม่โดนกินเวลาไปกับกิจกรรมแทรกมากนัก นักเรียนคงเรียนคณิตศาสตร์สนุกกว่านี้)

ร่มเกล้า ช้างน้อย

“สาม ทำเอกสารการสอน และให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเก็บคะแนน หากวิชาใดที่มีความยืดหยุ่นสูง ควรให้นักเรียนช่วยออกแบบวิชา สี่ เตรียมสื่อการสอน ให้เหมาะสมกับผู้สอนและทำให้ผู้เรียนสนใจมากขึ้น ห้า สอนให้ดี อย่างตั้งใจ และเมตตามากๆ หก ประเมินตนเองและผู้เรียนเพื่อพัฒนาต่อไป” 

ทว่าเมื่อถูกถามถึงภาระทั้งหมดทั้งมวลที่ครูคนหนึ่งต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากการเรียนการสอนและการดูแลนักเรียน ครูกั๊กออกตัวเลยว่า เป็นคำถามที่ครูทุกคนต่างเผชิญและพยายามหาทางออก โดยกล่าวว่า  

“เราไม่ค่อยได้สอนเต็มเวลา รู้สึกว่ากิจกรรมสอดแทรกเข้ามาเยอะเกินไป ทั้งเรื่องของการประเมิน กิจกรรมจากภายนอกที่ทำให้ต้องมีวันหยุด ลดเวลาเรียน เรียนได้แค่บางคาบ หรืองานโรงเรียนบางงานก็ทำให้เราไม่สามารถเตรียมการสอนได้เต็มที่ มันมีความคิดผิดๆ ว่าการที่ครูมีคาบว่างคือครูจะทำงานไม่เต็มที่ มันไม่ใช่เลยสำหรับครูที่ชอบสอน เพราะเวลานั้นคือการได้นั่งเตรียมสอน ทบทวนสิ่งที่จะพูด เตรียมของที่จะเล่นกับนักเรียน ถ้าเรามีเวลาเตรียมตัวมากๆ ห้องเรียนเราก็จะดีมากๆ ครับ บางคนก็บอกว่า ชอบเป็นครูกลับบ้านก็ไปเตรียมสิ อันนี้ปวดหัวสุดเลยครับ

 “เพราะทุกครั้งที่ผมได้พักแบบไม่ได้ทำงาน ไอเดียการสอนจะมา มากกว่าการนั่งตรวจงาน นั่งทำงานนอกไปเรื่อยๆ อีก มันแปลกไหมครับที่ครูต้องขอสอน เวลามีงานต่างๆ ครูต้องขออนุญาตเด็กลงไปทำ มันแปลกที่สุดในโลกแล้ว เลิกให้ครูขออนุญาตไปสอนเถอะครับ มันเป็นหน้าที่เขา”

ครูขอออกจากกองเอกสาร เพื่อกลับสู่ห้องเรียน

ครูมาลี-ขวัญฤทัย แสนจุ่มจันทร์  ครูแกนนำก่อการครูรุ่น 2 

“เพราะความสุขของครู อยู่ในห้องเรียน” ทำให้ครูมาลีมองว่า หน้าที่ของครู ณ วันนี้ กำลังจมลงไปในกองเอกสาร ทำให้ช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนเพิ่มขึ้น ครูมาลีบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ครูจะลุกขึ้นมาประกาศเจตจำนงในการทำหน้าที่ครู อย่างแท้จริง 

ขวัญฤทัย แสนจุ่มจันทร์

“หน้าที่ของครูตามทัศนคติเรา เราคิดว่าครูมีหน้าที่สอน รวมไปถึงการสร้างกระบวนการเรียนให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และครูเองก็เติบโตไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก ครูไม่ต้องมีหน้าที่เป็นผู้รู้ในทุกสิ่ง หรือทำเป็นในทุกๆ อย่าง

เรารู้สึกว่าเวลาของการทำงานของครูน่าจะอยู่กับเด็กมากกว่ากองเอกสารที่ต้องตั้งค่าหน้ากระดาษให้ถูก บางทีเราถูกให้ค่าความสำคัญของรูปแบบเครื่องหมายวรรคตอนมากกว่าความรู้สึกของเด็กในวันๆ หนึ่ง ส่วนตัวเราเองรู้สึกว่าเป็นครูเพื่อไปเล่นกับเด็ก โอบกอดเขา เราเติมพลังให้กัน ให้ความรักและความรู้ ได้ทำหน้าที่ของครูได้อย่างลงตัว”

ครูขอกลับไปดูแลกาย ดวงจิต และสติปัญญาของนักเรียน

ครูแอน-ขัตติยา พิทักษ์ แกนนำก่อการครูรุ่น 2 

เมื่อภาระงานอื่นๆ เบียดบังการทำงานของครูแอน เธอจึงขอลุกขึ้นมาทวงหน้าที่ของครูคืนบ้าง โดยเล่าว่า

“หน้าที่ครู ความหมายกว้างมาก เปรียบเทียบกับคนทำงานในองค์กร ทุกตำแหน่งจะมี job description ที่ระบุขอบเขต หน้าที่รับผิดชอบ และจะมีข้อสุดท้ายที่บอกว่า หน้าที่อื่นๆ ตามที่องค์กรร้องขอ ปีแรกๆ ที่เราเป็นครูก็พยายามระบุ job description ของตัวเองในองค์กรของโรงเรียน พบว่านอกเหนือจากหน้าที่สอนตามรายวิชารับผิดชอบ หน้าที่ครูประจำชั้นดูแลนักเรียน หน้าที่ทำเอกสารประเมิน หน้าที่เข้ารับการอบรมทั้งที่สนใจและไม่สนใจ หน้าที่ครูจัดกิจกรรมต่างๆ นานา ตามเทศกาลแล้วนั้น ข้อสุดท้าย ‘หน้าที่อื่นๆ’ นั้นเป็นอนันต์ไร้ที่สิ้นสุด”

ขัตติยา พิทักษ์

กว่า 8 ปี ในฐานะครู ที่ ‘หน้าที่อื่นๆ’ ได้รุกล้ำความตั้งใจของครูแอนในการสอนหนังสือ ดูแลนักเรียน และสร้างการเรียนรู้เพื่อการเติบโตของเด็ก ถึงตรงนี้ครูแอนได้บอกว่า เธอได้ตกตะกอนความคิด และได้ให้ความหมายในบทบาทและหน้าที่ของครูไว้ว่า

“หน้าที่ของครู คือการดูแลกาย ดวงจิต และสติปัญญาของนักเรียน ให้เขาพัฒนาไปในแต่ละช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม เต็มศักยภาพ เพื่อที่เมื่อเขาโตขึ้นไปในระดับมัธยมปลาย เขาสามารถตอบตัวเองได้ว่า “ฉันคือใคร” เมื่อเด็กคนหนึ่งรู้ว่าตัวเองเกิดมาต้องการทำอะไรจริงๆ เขาจะมีความสุขและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จากสิ่งที่เขาทำ

“แต่การจะให้เด็กคนหนึ่งค้นพบคำตอบได้ว่า “ฉันคือใคร” ผู้ใหญ่รอบตัวเขาจะมีหน้าที่ต่างๆ กันตามช่วงวัย ครูอนุบาลทำหน้าที่เหมือนพระราชา พระราชินี ดูแล ปกป้อง คุ้มครอง ชี้นำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้เขามั่นคงวางใจในโลก เมื่อเด็กโตขึ้น ครูประถมทำหน้าที่เหมือนคนเลี้ยงแกะ ที่ยังคงคุ้มครอง รู้และเข้าใจว่าแกะแต่ละตัวในฝูงเราต้องการอะไร

เมื่อเด็กโตขึ้น มัธยม 3 ขึ้นไป ครูเปลี่ยนหน้าที่เป็นประภาคาร ส่องแสงให้อย่างมั่นคง ไม่ว่าคลื่นลมจะรุนแรง เด็กจะเหวี่ยงอย่างไร เราก็ยังคงชี้ทางให้เขา ต้องเปิดกว้างมีพื้นที่ให้เขาได้เผชิญ ครูต้องไม่ด่วนตัดสิน ต้องพร้อมที่จะเห็นนักเรียนล้ม แล้วไม่เข้าไปพยุงให้ลุก แค่ให้เขารับรู้ว่าเรายังยืนอยู่ข้างๆ ผิดได้ไม่เป็นไร”