สะพายย่าม นุ่งโจง สวมเสื้ออีหิ้ว: เมื่อคนไทยเบิ้ง บ้านโคกสลุงเอาชนะนายทุนด้วย ‘วัฒนธรรม’

บ้านโคกสลุงเมื่อ 50 ปีก่อนหน้า รถยนต์ รถไถนานั้นนับคันได้ วัวควายราวหมื่นเดินว่อนชุมชนในเวลาเย็นย่ำ ชาวบ้านใช้ชีวิตตามวิถีเกษตรเลียบริมแม่น้ำป่าสัก … เช้าไปนา เอาห่อข้าวยัดใส่ย่าม มือซ้ายหอบกระบุง มือขวากระเตงลูกน้อย เมื่อตกเย็นกลับบ้าน ย่ามหรือกระบุงใบนั้นก็ล้วนอัดแน่นไปด้วยพืชผักปูปลาที่หาได้ตามท้องไร่ 

ชาวบ้านสนทนากันสำเนียงเหน่อ มักลงท้ายประโยคด้วยคำว่าเบิ้ง (แปลว่าบ้าง) หรือ เหว่ย ท้ายประโยคที่แสดงความสงสัย เช่น อะไรเหว่ย 

พวกเขาสะพายย่าม นุ่งโจง สวมเสื้ออีหิ้ว (เสื้อพื้นเมือง ไม่มีแขน คล้ายคอกระเช้า ใช้ใส่คู่กับโจงกระเบนเวลาไปวัด) พาดสไบเฉียง 

นามสกุลขึ้นต้นหรือลงท้ายว่า ‘สลุง’ ทั้ง อ่อนสลุง ยอดสลุง เอื้อสลุง สลุงใหญ่ สลุงอยู่ เขียวสลุง ป่าสลุง ไล่เลียงไปแล้วมีมาก กว่า 60 สลุง 

ภาพเขียนศิลปะของนักเรียนโรงเรียนวัดโคกสลุง

“เราเป็นคนไทยกลุ่มวัฒนธรรมไทยเบิ้ง อยู่ระหว่างรอยต่อไทยกับลาว เป็นชุมชนที่มีระบบเเบบเครือญาติ คนแก่เห็นเราปุ๊บ เขารู้เลยว่าเราลูกใคร กินข้าวบ้านไหนก็ได้ สมัยก่อนเป็นอย่างนี้”

ในช่วงปี 2537 ข่าวการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มาถึงหูคนในชุมชน นี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ดินทำกินถูกเวนคืนโดยรัฐ ผืนนา ท้องไร่ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงินก้อนโต รถราที่เคยว่าน้อยก็เริ่มนับคันยาก บ้านที่เคยมุงไม้แทนที่ด้วยคอนกรีต

ความเจริญกำลังขยับเข้ามา พร้อมๆ กับวิถีพื้นบ้านที่ค่อยๆ เลือนไป

“วันนี้ยังจนอยู่เลย แต่วันรุ่งขึ้นไปรับเงินเวนคืนที่ดิน มีเงินเป็นแสนเป็นล้าน ซื้อรถ ทำบ้าน จัดงานโต๊ะจีน ถ้ามีนักร้องวงอีเล็คโทนเข้ามาในโคกสลุง ต่อให้ไม่ได้ค่าตัวเขาก็มา เพราะทิปได้มากกว่าค่าตัว” พ่อมืดเล่าไปหัวเราะไป

สถานีรถไฟ โคกสลุง

ความดั้งเดิม มักถูกท้าทายด้วยกาลเวลาและโลกที่เดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ ด้านหนึ่งนั้น การมาของเขื่อนขนาดยักษ์ได้นำเอา ‘สิ่งใหม่’ ที่พ่วงมาด้วย ทั้งศิลปะ วิทยาการ แฟชั่น และความทันสมัย 

ขณะเดียวกัน วิถีที่กำลังถูกกลืน ลูกหลานที่เริ่มออกไปร่ำเรียนไกลบ้าน อาหารพื้นถิ่นถูกแทนที่ด้วยเมนูฟาสต์ฟู้ด ศิลปะและภูมิปัญญาที่เริ่มไม่มีคนสืบทอด กำลังส่งผลร้ายกับชุมชนแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ 

เอาวัฒนธรรม งัดข้อกับ ยาเสพติด

ประทีป อ่อนสลุง หรือที่ทุกคนเรียกเขาว่า ‘พ่อมืด’ ชายวัยกลางคนร่างเล็ก เล่าถึงอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์วัยกระทั่งเข้ารุ่นหนุ่ม ชุมชน ณ เวลานั้นเริ่มมีปัญหา ทั้งการระบาดของยาเสพติด คนหนุ่มสาวเริ่มทยอยหายไปจากหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ของระบบเครือญาติเริ่มสั่นคลอน

ประทีป อ่อนสลุง

“ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนหนุ่มในตอนนั้น เขาชวนเรามาช่วยเป็นกรรมการหมู่บ้าน ไปเปิดเวทีประชาคมเพื่อคุยกันว่า ชาวบ้านคิดเห็นอะไร ตอนนั้นเริ่มเห็นปัญหาหลายๆ อย่างในชุมชน รวมทั้งยาเสพติดด้วย เพราะพอชุมชนมีเงิน ก็มีคนเอาของมาขาย ตอนนั้นคนติดยากันเยอะมาก”

หลายๆ ประเด็นคือปัญหาเรื้อรัง ยาเสพติดที่กำลังระบาดมีอิทธิพลใหญ่อยู่เบื้องหลัง หากวิ่งชนซึ่งหน้า ชุมชนอาจบาดเจ็บไม่น้อย …นั่นคือข้อสรุปที่ได้ 

“เรามาคุยปัญหากันก็พบว่า ชุมชนเรามีเรื่องราวดีๆ หลายเรื่อง ที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เมื่อก่อนเราอยู่จนชิน ไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี จึงเริ่มสนใจทำงานวัฒนธรรมในชุมชน เราจะเอาประเด็นเย็นๆ อย่างวัฒนธรรม มาสู้กับประเด็นร้อน”

งานพัฒนาชุมชน ณ ขณะนั้น คือภาพที่ไม่ค่อยชัดนักสำหรับพ่อมืด ต้องเริ่มอย่างไร ต้องทำอะไร และหาความรู้จากที่ไหน? 

สำรวจคุณค่าออกตามหาความรู้

ตั้งแต่ปี 2546-2549 เป็นต้นมา พ่อมืดเดินทางไปยังทุกๆ ที่ที่เขาจะได้พบเจอกับความรู้ใหม่ จากชายหนุ่มที่เคยเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นในหมู่บ้าน ก้าวสู่ความสนใจงานชุมชนอย่างเต็มตัว จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้กับโครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่ ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) 

นับเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญที่ทําให้พ่อมืดได้รู้จัก อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อตัวพ่อมืดมาจนถึงปัจจุบัน

“เขาเติมความรู้ และเครื่องมือในการที่จะกลับมาทำงานในชุมชน เช่น สุนทรียสนทนา (Dialogue) เราศรัทธาว่าเครื่องมือนี้จะเปลี่ยนเรา จากคนที่มุทะลุ ดุดัน ประชุมกับหน่วยงานไหน ถ้าไม่ถูกอารมณ์ก็แตกหักเลย เพราะเราคนตรงมาก เครื่องมือนี้ทำให้เรารู้ว่า ถ้ายังทำแบบนั้นต่อไป เพื่อนหายหมด”

โครงการครั้งนั้นเป็นก้าวสําคัญที่ทําให้พ่อมืดเข้าสู่ โลกของการเป็นกระบวนกร (facilitator) ผ่านการเรียนรู้เครื่องมือในการทํางานชุมชนอีกหลายชิ้น เช่น การวางยุทธศาสตร์ การคิดเชิงระบบ (systems thinking) การระดมพลังทางสังคม (mobilization) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) และการสนทนาอย่างมีสติ (dialogue) 

เขานำกระบวนการมาปรับใช้ให้เข้ากับชุมชน ทำซ้ำบ่อยเข้าจนกลายเป็นสูตรเฉพาะตน จนต่อมา เขาได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา หลักสูตรที่ผ่านประสบการณ์และกรำงานมานานนับสิบปี

“เช่น การสรุปทบทวนงาน ทุกคนมีอารมณ์เหนื่อย โมโห หงุดหงิดค้างคากัน เราจึงต้องเอาเครื่องมือของ สุนทรียสนทนา (Dialogue) และ การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) มาใช้คู่กัน มันทำให้เรามีสติและรู้ตัว และมองว่า เรามีบทบาทหน้าที่อะไร แล้วเราทำอะไรได้ดี สิ่งที่เราทำได้ไม่ดีเพราะอะไร แล้วเราทำได้ดีเพราะอะไร ทำให้คนทำงานเกิดการเรียนรู้โดยที่ไม่มีใครมาสอน แต่เขาจะสอนตัวเอง”

พ่อมืดไม่เชื่อในระบบสั่งการ หรือระบบใช้อำนาจโดยใครคนใดคนหนึ่ง การเติบโตของชุมชนต้องเริ่มต้นที่การเติบโตของคน กระบวนการที่พ่อมืดเลือกใช้ในทุกๆ ครั้ง จึงมักเป็นภาพของการล้อมวงสนทนา ทุกๆ ความคิดเห็นมีความหมาย 

“ไม่มีหลักสูตรอะไรที่พอเรียนจบแล้วจะเปลี่ยนคนได้ ไม่มี ทุกหลักสูตรของที่นี่ก็ไม่ได้วิเศษขนาดนั้น แต่หากเปิดใจ เรียนรู้ คิดตาม ใคร่ครวญดูว่า เราจะเอาไปปรับใช้จะได้ไหม เราเชื่อและศรัทธาว่า ความรู้เหล่านี้มันเปลี่ยนเราได้ เปลี่ยนชุมชนเราได้ ถ้าคนอื่นได้มีโอกาสได้รับรู้เรื่องหลักคิดเหล่านี้มันจะดี 

“หลักสูตรที่นี่อาจไม่ใช่ความรู้ใหม่อะไร แต่คือความรู้พื้นฐานที่ไม่ว่าในยุคไหน มันจำเป็น รู้วิธีการที่จะคุยกันยังไงแล้วไม่ทะเลาะ รู้ว่าเราทำงานตัวคนเดียวไม่ได้ แล้วเครือข่ายมิตรสหายของเรามีอะไรบ้าง รู้ว่าประเด็นงานของเราเชื่อมโยงไปกระทบกับอะไรบ้าง มันสำคัญ ความรู้พวกนี้เป็นสากล” 

วิธีคิดเชิงระบบ
การคิดเชิงระบบ (systems thinking)
หนึ่งในหลักสูตรของสถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา

ผังเมืองสีม่วงกับการต่อสู้บนข้อเท็จจริง

ปลายปี 2557 กรมโยธาธิการและผังเมืองมีนโยบายกําหนดสีผังเมืองของจังหวัดลพบุรีขึ้นมาใหม่ เพื่อให้แต่ละพื้นที่ของจังหวัดมีทิศทางการพัฒนาอย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น 

ในตอนแรกนั้น พื้นที่ด้านซ้ายบริเวณริมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกือบทั้งหมดรวมทั้งชุมชนโคกสลุงถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีม่วง ซึ่งอนุญาตให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมน้อยใหญ่ได้อย่างเสรี 

สุรชัย เสือสูงเนิน หรือที่ใครๆ รู้จักในชื่อ ‘ครูเสือ’ หนึ่งในสมาชิกของสถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา เป็นครูสอนศิลปะแห่งโรงเรียนวัดโคกสลุง และเป็นศิลปินที่หลงใหลประวัติศาสตร์และศิลปะพื้นบ้านที่หาตัวจับยาก เขาและพ่อมืดพร้อมด้วยกลุ่มคนทํางานด้านวัฒนธรรมไทยเบิ้งเพียงไม่กี่คน คือโต้โผสำคัญในการดำเนินการต่อรองกับรัฐเพื่อคัดค้านนโยบายผังเมืองในครั้งนี้

‘ครูเสือ’ สุรชัย เสือสูงเนิน สมาชิกของสถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา

“เราใช้วัฒนธรรมไปสู้กับเขา ไปสู้กับนายทุน เพราะถ้าโคกสลุงเป็นเขตอุตสาหกรรม โรงงานก็จะมาตั้งมากมายได้โดยชอบธรรม ถ้าพูดกันตรงๆ แบบชาวบ้าน มันจะนำสิ่งที่เป็นพิษมาด้วย มากับกลิ่น มากับน้ำ กับอาหารการกิน”

ครูเสือไล่เลียงตั้งแต่การเทียวไปเทียวมายัง อบต. ก่อนขยับไปอำเภอ และไปถึงระดับจังหวัด ขณะนั้นเหลือเวลาอีกเพียง 7 วันเท่านั้นกับการต่อสู้คัดค้านเพื่อระงับนโยบายนี้

“ตอนที่เรารู้นั้นเหลือเวลาแค่ 7 วัน เรากลับมาที่หมู่บ้าน ศึกษาเอกสารของร่างผังเมือง ว่าแต่ละสีหมายถึงอะไร สีขาวคาดเขียวคือพื้นที่อนุรักษ์ สีชมพูคือพื้นที่ชุมชน ศึกษาดูทั้งหมดแล้วก็ให้เด็กๆ วาดใส่กระดาษ เอาสีเทียนลง ทำผังแบบฉบับของเรา” พ่อมืดเล่าเสริมครูเสือ 

เวลานั้นเป็นช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านไปร่วมงานบุญใหญ่ที่วัดนับพันคน ครูเสือ,  พ่อมืด และทีมจึงคิดใช้โอกาสนี้สื่อสารเรื่องนโยบายผังเมือง เริ่มด้วยการเข้าไปขออนุญาตเจ้าอาวาส ก่อนเปิดวงคุยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า ผังเมืองคืออะไร แต่ละสีหมายถึงอะไร และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นที่ชุมชน

“ตอนนั้นก็มีแกนนำชาวบ้านที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ 4-5 คน เราก็ไปขอมติจากชาวบ้านในวัดนั่นแหละ ถ้าเขาเห็นด้วยก็ยกมือ เราก็ถ่ายรูปไว้ แล้วเอารูปมาแนบกับผังที่เราให้เด็กๆ ทำ”

เมื่อได้ศึกษาเอกสารร่างผังเมือง รวบรวมงานวิจัยและเอกสารวิชาการที่แสดงให้เห็นว่า ชุมชนโคกสลุงเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า พวกเขาจึงเดินหน้ายื่นคัดค้านกลุ่มทุน

“เราไม่พูดเลยว่า โรงงานที่คุณจะมาตั้งนั้นไม่ดียังไง แต่เราบอกว่า ถ้ารัฐและเอกชนให้โอกาสเรา เราจะสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างไรที่จะไปเชื่อมต่อกับคุณค่าวัฒนธรรมที่เรามี เหล่านี้มันคือข้อมูลที่สำคัญและเป็นข้อเท็จจริง” พ่อมืดเล่า 

“ทีแรกเรานึกว่าเราแพ้แล้วล่ะ” ครูเสือว่า

ทว่าท้ายที่สุด โคกสลุงกลายเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ถูกกําหนดให้เป็นพื้นที่สีขาว ทแยงเขียว ซึ่งหมายถึงพื้นที่อนุรักษ์ชนบท และเกษตรกรรม

เอาภูมิปัญญาในอดีตมารับใช้ปัจจุบัน

เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นและบุกเบิกด้วยคนไม่กี่คน ในการศึกษา เรียนรู้ ปกป้อง และกำหนดทิศทางการพัฒนาผ่าน ‘แผนยุทธศาสตร์ชุมชน’ เพื่อให้การทำงานชุมชนโคกสลุงต่อจากนี้เป็นไปอย่างชัดเจน ไม่ถูกโยกคลอนจากนโยบายรัฐที่เปลี่ยนผัน หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตลอดเวลา 

“การทำงานกับชุมชน คงไม่ใช่แค่การเอาอะไรมาให้ แต่ต้องถามด้วยว่า ชุมชนต้องการอะไร เราต้องวางกรอบในการเลือกรับ แม้แต่งานวิจัยหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชน” 

พ่อมืดเล่าว่า ยุทธศาสตร์ชุมชนถูกวางไว้ 6 ข้อใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง การพัฒนาคนและกระบวนการเรียนรู้
สอง การอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานพัฒนาภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี
สาม สร้างสรรค์คุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ
สี่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ห้า การจัดสวัสดิการชุมชน
หก การจัดการความรู้สู่ชุมชนการเปลี่ยนแปลง

“ปลายทางนั้น มันคือการนำไปสู่ความสุขของคนบนวิถีวัฒนธรรมของเรา และงานที่เรากำลังทำมันจะสร้างคุณค่าและมูลค่าให้ชุมชน ตอนนี้คนที่ทอผ้าก็ขายได้ มีคนมาดูงาน มาเที่ยว มีรายได้ เด็กๆ ก็เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้” พ่อมืดว่า

ถึงตรงนี้คงไม่แปลกใจนักกับการมาเยือนโคกสลุงของผู้คนจำนวนมาก เพื่อรู้จักกับคนทำงานกลุ่มนี้ และเพื่อมาทำความเข้าใจว่า คนไทยเบิ้งทำอย่างไรจึงรักษาวัฒนธรรม วิถีชีวิต และถ่ายทอดภูมิปัญญาบางอย่างของชุมชนสู่คนรุ่นหลังได้อย่างเป็นระบบ 

“ประเทศญี่ปุ่นที่เขาเจริญอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าเขาไม่เคยทิ้งซามูไร และกิโมโน เขาไม่เคยทิ้งรากเหง้าของเขา เราจึงต้องเอาภูมิปัญญาอันสวยงามและดั้งเดิมในอดีต เอามาประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน” ครูเสือเล่าไปก็ยิ้มไป

จากยุทธศาสตร์ 6 ข้อ สู่การลงมือปฏิบัติ ผ่านการทำงานในลักษณะโครงการที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและประเด็น เช่น การรื้อฟื้นงานประเพณีแห่ดอกไม้ในช่วงวันสงกรานต์ เปิดห้องเรียนครูภูมิปัญญาในชุมชน การทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในชื่อ ‘กลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง’

“งานที่เรากำลังทำอยู่ มีคนที่ได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ถ้าโดยตรง คือคนที่ทอผ้า แล้วขายให้กับคนที่เข้ามาท่องเที่ยว หรือครูภูมิปัญญาที่มาสอนและถ่ายทอดวิชาให้คนมาดูงาน เขาจะได้ค่าตัวและค่าครู นี่ก็โดยตรง 

“ส่วนกลุ่มถัดออกไป คือคนที่ขายอาหาร ขายย่าม ขายเสื้อผ้า ขายของโอท็อปในชุนชน ใครที่มาดูงาน เที่ยวชุมชน ก็จะจับจ่ายใช้สอยร้านรวงในชุมชน เงินก็จะกระจายออกไป 

“และอีกส่วนที่ไม่ใช่เป็นตัวเงิน คือความสุขและความภาคภูมิใจของคนในชุมชน แม้เขาอาจไม่ได้มาช่วยงานที่สถาบันไทยเบิ้งโดยตรง แต่วันหนึ่งเขาเห็นบ้านเราออกโทรทัศน์ เขามีความสุข ครั้งหนึ่งผมไปซื้อแป้งข้าวเจ้าเพื่อมาสาธิตทำขนมเบื้อง แม่ค้าก็จะถามว่า ‘ที่ไทยเบิ้งเราน่ะรึ’ เขารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ มันแสดงออกถึงความเป็นพวกเดียวกัน ยอมรับกัน”

เมล็ดข้าวเปลือกที่งอกงามในดินดีน้ำชุ่ม

“เมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งเมล็ดที่มีความสมบูรณ์​ มันไปตกที่ดินดี น้ำชุ่ม ได้รับการดูแลอย่างดี มันจะเติบโตเป็นต้นข้าวอีก 1 กอที่งอกงาม แล้วให้ผลผลิตอีกนับร้อยนับพันเมล็ด”

‘มิ้ม’ กัญญาวีร์ อ่อนสลุง เล่าถึงความหมายของชื่อ ‘กลุ่มเยาวชนเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง’ เธอคือลูกสาวของ ‘พ่อมืด’ และ แม่มุ่ย-พยอม อ่อนสลุง แม่ผู้เป็นหลักสำคัญในการเริ่มต้นทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชน

ตั้งแต่จำความได้ มิ้มติดสอยห้อยตามพ่อและแม่ไปทำงานชุมชนมากมาย ในวัยเด็ก เธอว่ามันคือความสนุก พ่อมืดและแม่มุ่ย ไม่เคยบังคับลากเข็น ทว่าทั้งคู่เอาความสนุกมาเป็นตัวล่อ เพื่อให้ลูกได้ซึมซับบรรยากาศของการเรียนรู้ที่มิได้อยู่เพียงในห้องเรียนสี่เหลี่ยม

ก่อนทำงานกับเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง พ่อมืด แม่มุ่ย ครูเสือ และกลุ่มคนทำงานเห็นตรงกันว่า คนเฒ่าคนแก่ผู้เป็นครูภูมิปัญญา ต่างทยอยล้มหายตายจากตามกาล นั่นหมายความว่า ความยั่งยืนของชุมชนจะดำรงอยู่ได้ เด็กๆ รุ่นใหม่ต้องเป็นผู้สืบสาน

“เราได้ลงไปเรียนรู้ชุมชนลงไปค้นข้อมูลลงไปเรียนรู้กับครูภูมิปัญญาแล้วก็เอางานที่ตัวเองไปเรียนรู้มาออกมานำเสนอเราจะรู้สึกพราวด์เหมือนทำนิทรรศการ

“มันไม่ใช่แค่เด็กๆดูกันเองนะแต่มีครูผอ. หัวหน้าสถานีอนามัยนายอำเภอเขามาดูงานเราด้วยมันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า”

หลังจากเรียนจบในด้านชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มิ้มตัดสินใจกลับบ้าน เธอใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ก่อนพบว่า เธออยากกลับไปสานต่อกลุ่มเมล็ดข้าวเปลือก ที่มีน้องๆ รุ่นหลังรออยู่ 

‘กลุ่มเยาวชนเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง’

อุ้มศศิวิมลสีทับทิม เพื่อนสนิทร่วมมหาวิทยาลัยของมิ้ม ที่มักติดรถกลับบ้านจังหวัดใกล้เคียงอยู่หลายครั้ง กระทั่งแวะเวียนมาเที่ยวบ้านมิ้มอยู่หลายหน โคกสลุงสำหรับเธอคือพื้นที่ที่น่าค้นหา และเธอเชื่อว่า เธอมีสิ่งที่อยากเรียนรู้

“เราตัดสินใจตั้งแต่เรียนจบแล้วว่าจะมาทำงานที่โคกสลุงกับมิ้ม แต่เราต้องไฟต์กับคนที่บ้านให้ได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำงานที่ไม่มีเงินเดือน ทุกๆ เดือนเราต้องอยู่ได้ด้วยการเขียนและทำโครงการ ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่มีเงิน

อุ้มและครอบครัวปะทะคารมกันบ่อยครั้ง ด้วยความต้องการของผู้ใหญ่ที่อยากให้ลูกสาวมั่นคงในหน้าที่การงาน ซึ่งสวนทางกับความต้องการของอุ้ม ที่อยากเติบโตและเรียนรู้งานด้านเด็กและเยาวชน 

จนวันหนึ่ง อุ้มได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศฮ่องกง และได้รับทุนเรียนภาษาอังกฤษฟรี 6 เดือนเพื่อนำความรู้กลับมาใช้ในงานชุมชน

“แม่ก็โทรมาบอกว่า ‘หนูทำงานไปเลยนะ ทุกคนโอเคแล้ว’ เราฟังแล้วรู้สึกว่า เรารอดแล้ว เราพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันเติบโตได้ และเราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง” 

มิ้ม อุ้ม และเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสองคนกลับมาทำงานที่โคกสลุงเพื่อดูแลงานของ ‘กลุ่มเมล็ดข้าวเปลือก’ พร้อมๆ กับการเรียนรู้หลักสูตรพัฒนาของสถาบันไทยเบิ้ง ไปจนถึงทักษะ ความรู้ เครื่องมือจากโลกภายนอก 

“เรามีโอกาสไปอบรมหลักสูตรกระบวนกร (facilitator) ของโครงการผู้นำแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าอบรมหลักสูตรที่พ่อเป็นคนจัดในชุมชน เราได้เข้าร่วมทุกหลักสูตร เช่น การคิดเชิงระบบ (systems thinking) สุนทรียสนทนา (Dialogue) เราได้เอาทักษะนี้ไปใช้เวลาทำโครงการเด็ก”

มิ้มและอุ้มเล่าถึงโครงการหนึ่งเมื่อปีกลาย กับการทำค่ายพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยการนำ สุทรียสนทนา (Dialogue) มาเป็นเครื่องมือ

“ตอนนั้นกลุ่มของเราจะมีคนหนึ่งที่ชอบโดนล้อว่า ‘มึงลิ้นไก่สั้น’ ก็เลยมานั่งคุยกันว่า เรามีกติกานะว่า เพื่อนพูด เราต้องฟังเพื่อน ไม่ตัดสินเพื่อน 

“ตอนแรกคนที่โดนล้อเขาไม่กล้าพูด กลัวเพื่อนขำ แต่เราบอกว่า ครั้งนี้เพื่อนจะฟังอย่างตั้งใจ เขาก็เปิดใจว่า ‘เขากลัวว่าพูดไปแล้วเพื่อนจะล้อ เพื่อนจะแซว’ พอเขากล้าเปิดใจ คนฟังก็สะท้อนกลับมาว่า ‘ต่อไปจะไม่แซวเพื่อนแล้วเพราะเพื่อนรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เขาทำ’ นี่คือผลที่ได้จากการใช้สุนทรียสนทนา (Dialogue) มาทำงานกับเด็กๆ”

หัวใจของสุนทรียสนทนา คือกติกา เมื่อมีผู้พูด ก็ต้องมีผู้ฟัง ฟังอย่างตั้งใจและไม่ตัดสินคนตรงหน้า บรรยากาศเช่นนี้จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในวงสนทนา ปลอดการตัดสิน ปลอดการตีตรา และพร้อมที่จะรับฟังหรือบอกเล่า

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การสนทนาจะเกิดประโยชน์ เราต่างได้ยินเสียงของกันและกัน เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน และเห็นหัวใจของกันและกัน 

“เป้าหมายของเราตอนนี้ คืออยากเอาหลักสูตรท้องถิ่นเข้าไปในโรงเรียน ถ้าหากมีการเรียนการสอนวิถีชุมชนในโรงเรียน เด็กทุกคนจะได้เรียนรู้ นั่นหมายถึงว่า เขาจะได้ซึมซับวิถีวัฒนธรรมต่อไป มันคือความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้น”

 , , , ,