เวทมนตร์ของครูสอญอในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย และเหตุผลที่ทำไมต้องมาก่อการครู

เขาไม่ใช่ครูคนเดียวในประเทศที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการศึกษา แต่หากต้องระบุให้ชัดว่าเค้าทำอะไร จึงสร้างขวัญและกำลังใจให้ครูไทยและคนนอกวงการศึกษาหลายคนใจเต้นแรงเพราะรู้สึกว่า… มีความหวัง

สองอย่างที่ระบุได้ชัด คือการลงมือทำด้วยความเชื่อ และ การแบ่งปันวิชาในพื้นที่สาธารณะ แบ่งปัน… อย่างละเอียดลออ ถูกย่อยและหีบห่ออย่างดีผ่านพื้นที่ส่วนตัวเฟซบุ๊ก ไม่ว่าใครจะหยิบจับไปใช้ อย่างน้อยต้องได้ผลในทางใดทางหนึ่ง

“ระบบการศึกษามันเปลี่ยนแปลงได้นะ มันมีความหวัง เราต่างเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ต้องโทษอะไรเพราะไม่เกิดประโยชน์ สู้ลงมือทำ ทำได้คนสองคน หรือทำได้นิดๆ หน่อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

“แต่ที่ท้าทายกว่าการลงมือทำ คือทำแล้วแบ่งปัน ไม่ต้องคิดว่าวิธีการแบบนี้มันจะใหม่ เก่า หรือไปซ้ำกับใครมั้ย เพราะมันต้องซ้ำในแง่ใดแง่หนึ่งอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยให้ทุกครั้งที่ครูสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ถูกขยาย แชร์ต่อ ถูกส่องด้วยไฟสปอตไลท์ แล้วเราจะได้เห็นว่ามีครูอีกเยอะมากที่กำลังลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง”

นี่อาจเป็นที่มาของกิจกรรมจากเครือข่ายทางการศึกษาที่กระจายกันเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ถ้าเป็นคลื่นที่กระทบฝั่ง ก็ทำให้ฝั่งหรือระบบเดิมอันแน่นหนา ค่อยๆ กร่อนลงไปเรื่อยๆ

ตั้งแต่ Teach One Each One หลายเอพพิโซดในนครขอนแก่น, ก่อการครูเชียงราย-เชียงใหม่-ศรีสะเกษ-นนทบุรี และเวิร์กช็อปในพื้นที่อื่นอันเกิดขึ้นอย่างคึกคักแบบ ‘งานชนงาน’ สำคัญที่สุด มันเกิดขึ้นโดยคนเล็กคนน้อย -ครูที่ไม่จำนนต่อความแข็งทื่อของระบบ ไม่ใช่การบอกให้ทำจากระบบใหญ่

ทั้งหมดนี้คือความเห็น สิ่งที่ลงมือทำ การเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมงานเบื้องหลัง และความตั้งใจของ ครูสัญญา มัครินทร์ หรือที่รู้จักกันในนามครูสอญอ (ในตำนาน) แห่งโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จังหวัดขอนแก่น โรงเรียนขยายโอกาสที่ครั้งหนึ่งค่าเฉลี่ยการเรียนของเด็กเคยอยู่ระดับท้ายๆ ของโรงเรียนในเขตเทศบาลเดียวกัน

ย้ำอีกครั้ง ครูสัญญาไม่ใช่ครูคนแรก ครูคนเดียวในประเทศที่(ยัง)เชื่อมั่นในงานการศึกษา ไม่ใช่กระทั่งคนแรกที่ถางทางแห่งการเปลี่ยนแปลง อ้างอิงตามคำพูดของเขาเอง-ครูสัญญาเป็นเพียงครูข้าราชการคนหนึ่งที่เติบโตจากผลผลิตการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่ ที่บังเอิญได้เติบโตในห้องเรียนโดยครูที่มีไฟฝันอยากพัฒนาการศึกษาอีกทอดหนึ่ง เมื่อถึงเวลาได้เป็นครู เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้เต็มที่

เรื่องเล่าครูสัญญาอาจสร้างแรงบันดาลใจ – ไม่ต่างกับเรื่องเล่ากระทบใจและยิ่งใหญ่ของครูท่านอื่น แต่หากพลังของบันทึกฉบับนี้จะพาไปได้ สิ่งที่ครูสัญญาแห่งบ้านโนนชัยหวังใจอยากไปให้ถึง คือวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน

“ไม่ต้องรอให้ใครเชิญไปทำ หาพื้นที่ชวนกันมาทำตามศักยภาพที่เรามีอยู่”

ครูสัญญาว่าไว้ปิดท้ายคำพูดที่ยกมาข้างต้น ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณว่า เราอาจเห็นเครือข่ายการเปลี่ยนแปลงของครูตัวเล็กตัวน้อยในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกหลายงาน

กำเนิดครูสอญอ และห้องเรียนแบบ ‘ยืดหยุ่น’

อุดมการณ์เปลี่ยนแปลงการศึกษาไม่ได้ติดตัวครูสัญญามาตั้งแต่เกิด พูดให้ถึงที่สุด เรื่องทั้งหมดอาจเริ่มจากความ ‘บังเอิญ’

“ตอนเรียนม.ปลาย เราได้เรียนกับครูกลุ่มหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนแปลงการศึกษา ครูกลุ่มนี้ทำงานร่วมกับนักการเมืองในพื้นที่ ขณะนั้นนักการเมืองเค้าเอาด้วย เห็นว่าการจะพัฒนาคุณภาพคนก็ต้องเริ่มจากการศึกษานี่แหละ เราเลยได้เรียนกับครูที่พาเด็กออกไปเรียนรู้ ไปทำกิจกรรมข้างนอกตลอด

“นอกจากเห็นวิธีการสอนช่วงฝึกสอนที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เค้าคงเห็นว่าเราเป็นคนหนึ่งที่เติบโตจากการปฏิรูปการศึกษาของคนทำงานชุดก่อนด้วย เลยชวนเราเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมปฏิรูปการศึกษาที่ขอนแก่น” ครูสัญญาย้อนความหลัง และเหตุที่อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เค้ามาอยู่ตรงนี้

หลายคนบอกว่าครูสัญญาโชคดีที่ได้อยู่ในระบบนิเวศที่เหมาะกับครูหนุ่มสาวที่มีไฟฝัน เอื้อให้ได้ออกแบบหลักสูตรเพื่อเปลี่ยนแปลงการสอนอย่างอิสระและมีข้อจำกัดหลวมกว่าที่อื่น หากสิ่งที่หลายคนไม่รู้ คือการพิสูจน์ตัวเองอยู่นานกว่าจะได้จังหวะที่ใครหลายคนนิยามว่า ‘โชคดี’

เริ่มจากการเป็นนักศึกษาฝึกสอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัยเป็นเวลา 1 เทอม แต่เป็น 1 เทอมที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับครูฝึกสอนและเด็กๆ ตั้งแต่การสอนศิลปะแบบ ‘เล่นใหญ่’, จัดค่ายศิลปินน้อย และที่อลังการที่สุด คือ ละครเวทีสิ่งแวดล้อม

“เอาจริงๆ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศาสตร์ละครเลยนะ แค่อยากให้เด็กที่ไม่เก่งวาด ไม่เก่งพูด ได้ทำงานร่วมกัน แล้ววิธีคิดของศิลปะเองก็คือการเล่าเรื่องและทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เรากับเพื่อนฝึกสอนอีก 2 คนเลยมาคิดกันว่าศิลปะมันไม่ได้มีแค่วาดและปั้นนี่นา แต่มันมีศาสตร์อื่นๆ ด้วย เลยชวนเด็กๆ ทำละคร ซึ่งละครเรามันเป็นละครแบบ ‘เดาๆ’ อะนึกออกมั้ย? ‘เฮ้ยนักเรียนมาคุยกัน เราอยากทำละคร ทำอะไรกันดี’ นักเรียนก็ ‘เอาฮาๆ ครู ทำแบบนี้มั้ยครู’ ทีนี้เสียงก็มาละ เราก็ฟังทุกเสียงแล้วเอามาทำละครร่วมกัน แต่ไม่ได้อยากทำเอาฮาอย่างเดียว แต่เราใส่ประเด็นสิ่งแวดล้อมลงไปด้วย

“ตอนนั้นมันมีโฆษณาหนึ่ง โจ๋เรนเจอร์ ไม่รู้ว่าจำกันได้มั้ย? แต่เด็กบอกว่า ‘เอาแบบนี้ๆ’ พัฒนาบทกันไปมา จาก พิงค์ แพนเตอร์ เราก็เปลี่ยนเป็น เหลือง เออเฮ่อ, แบล็ค เลเบิ้ล ล้อนู่นล้อนี่กันไป ซึ่งมันฮาและสนุกมาก แสดงหนึ่งครั้งไม่พอ เปิดรอบอีก ตอนนั้นมีงานวันสิ่งแวดล้อมพอดีก็พากันไปเล่นที่โรงเรียนอื่น ละครเลยกระจายไปไกลในช่วงเวลานั้น มีนักศึกษาปริญญาโทด้านกับละครขอมาดูด้วยว่าเราทำอะไรกัน ซึ่งตอนที่ทำ เราไม่รู้หรอกนะว่าในเชิงหลักการ ศาสตร์ของละครมันจะทำอะไรข้างในนักเรียนบ้าง”

ครูสัญญาบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่เขาภูมิใจ และช่วยขีดเส้นใต้ด้วยว่า เขาอยากเป็นครูจริงๆ

“ถ้าเอ็งอยากเป็นครู ต้องแสดงตัว ทำให้เค้าเห็นว่ามันคุ้มค่าที่เค้าจะจ้างเราต่อ” คือสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาของครูสัญญาขณะนั้นบอกเอาไว้

เพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่าอยากเป็นครูที่นี่จริงๆ ตามคำพูดของอาจารย์ที่เคารพ เขาใช้เวลาหลังเรียนจบราว 7 เดือน ไปเป็นครูอาสาสมัครที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

“7 เดือนนั้นเรามาทำละครเล็กๆ กับกลุ่มสิ่งแวดล้อมศึกษาที่โรงเรียน จุดนี้เค้าก็เห็นว่าเราเอาจริงแล้วแหละ แต่ตอนนั้นที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัยยังไม่เปิดรับครู แต่เค้าก็หาตำแหน่งและเปิดสอบไปเป็นครูอัตราจ้างสอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ทำที่นั่นอยู่ 2 ปี โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัยก็จะเปิดชั้นเรียนม.1-3 โดยตั้งใจจะให้เป็นโรงเรียนนำร่องปฏิรูปการศึกษา พอจะเปิด เขาก็ต้องการคนทำงานสไตล์พวกเรา ก็เลยเริ่มทามทามคนที่มีแนวคิดคล้ายกันมาร่วมสร้างหลักสูตร”

‘โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา’ คือชื่อโครงการขยายชั้นเรียนที่ครูสัญญาว่า มันไม่ใช่การออกแบบห้องเรียนในรั้วเอกชนที่ยืดหยุ่นได้ตามวิสัยทัศน์เจ้าของโรงเรียน แต่เป็นโรงเรียนเทศบาลภายใต้ระบบกระทรวงศึกษาธิการ หากสิ่งที่แตกต่างคือคณะผู้บริหารและเทศบาลนครขอนแก่น กำหนดโจทย์ให้เป็นพื้นที่นำร่องปฏิรูปการศึกษา เมื่อผู้บริหารสั่งลุย ครูรุ่นใหม่ก็จัดเต็ม

“ขอหยุดทุกวันพระ เพราะวิถีชีวิตส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นพุทธ เราเชื่อว่าการเรียนรู้ต้องเรียนรู้จากด้านในด้วย ขอไม่มีตารางเวลาเหมือนในระบบ ขอไม่ใส่ชุดนักเรียนแต่ใส่ชุดที่ฟังค์ชันจริงๆ หลุดกรอบมาก เพราะผู้บริหารบอกว่าเอาให้สุดเลย แต่พอสุด เรารู้สึกว่ายากมากเลย เพราะยังไงเอ็งก็ยังอยู่ในระบบการศึกษาอยู่”

แม้ไม่ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่เหลือก็ถือว่าพลิกเปลี่ยนจากขนบเดิมไปมาก นั่นคือการใช้ ‘ระบบตาม’ เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้น ครูประจำชั้นตามไปด้วย, การมีตารางเวลาที่ยืดหยุ่น อย่างที่ครูสัญญาอธิบายว่า “ถ้าเห็นว่านักเรียนยังไปได้ เราต่อเลย ไม่ถูกกั้นด้วยคาบเรียน”,

จนเกิดเป็น ‘คาบโฮมรูมโฮมใจ’ เพื่อให้นักเรียนและครูแบ่งปันสารทุกข์สุขดิบประจำวัน หรือ ‘คาบบูรณาการ’ ที่จะมาคิดเนื้อหาร่วมกันระหว่างครูและศิษย์ และ คาบคุณธรรมนำชีวิต

‘หนึ่งปีแรกของการเปิดห้องเรียน ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?’ - เราถาม

“เหนื่อย (หัวเราะ) ช่วงปีแรกทุกคนรอคอยปลายทาง ส่วนหนึ่งมาจากครูที่กดดันเด็กๆ มาก ‘พวกเอ็งต้องทำให้ได้ ปกติเด็กเล็กเรียนสามโมงครึ่ง พวกเอ็งต้องเลิกหกโมง’ ต้องเอาให้ได้ อยากพิสูจน์ตัวเองแบบเร็วๆ ไม่อยากขายหน้า อยากให้เค้าเปลี่ยนแปลงอย่างทันด่วนในมือเรา แต่ตอนนั้นพวกเราไม่รู้นะว่าสิ่งที่ทำอยู่มันกดดันเด็ก ตอนนั้นผู้ใหญ่บอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่คือการ ‘ค้ำถ่อ’ หมายความว่า… ถ้าธรรมชาติของการเติบโตต้องใช้เวลา ต้องค่อยๆ ผ่านประสบการณ์ แต่สิ่งที่เราทำคือให้เด็กขี่หลังแล้วกระโดดไปพร้อมกันเลย (หัวเราะ)”

ไม่ใช่แค่เหนื่อยแรง แต่ใจก็เหนื่อย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างครูที่ทำงานมานาน กับครูรุ่นใหม่ที่(เร่ง)อยากเปลี่ยนแปลง กำลังเผชิญหน้าและคัดง้างกันด้วยวิกฤติความคิดเชื่อ

“ตอนนั้นเราแบ่งนะว่านี่เค้านี่เรา เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันถูก สิ่งที่เค้าทำมันไม่ถูก ขณะที่เค้าก็มองว่าเราก้าวร้าว ขบถ ไม่เข้าใจวัฒนธรรม กลายเป็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูรุ่นใหม่ด้วยกันและครูกับเด็กดีมาก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูวัยรุ่นกับครูชุดเก่าไม่โอเคเลย สุดโต่งมากๆ”

และผู้ที่เข้าช่วยแก้ไขทันเวลาไม่ใช่ใครอื่น คือพี่เลี้ยงที่ดูแลทีมครูโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัยตั้งแต่ต้น คืออาจารย์ประชา หุตานุวัตร, ประภาภัทร นิยม และ วิศิษฐ์ วังวิญญู เข้ามาช่วยลำดับความคิด ให้เครื่องมือ และชี้ให้เห็นวิธีคิดอื่นๆ ที่สร้างสรรค์และเปลืองพลังน้อยกว่าว่า ‘การสร้างความเข้าใจไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน’

“ประสบการณ์มันก็ค่อยๆ สอนว่า บางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ แต่ใช้วิธีอื่นเพื่อสร้างความเข้าใจกันได้และก็ยังทำให้เราเป็นมิตรกันได้อยู่นี่นา” ครูสัญญากล่าว

ห้องเรียนครูสอญอ: ชวนกันเปลี่ยนวิธีเรียน

เสียงออดดังลั่นโรงเรียน เตือนว่าได้เวลาเข้าห้องไปเรียนคาบบ่ายอีกครั้ง วันนั้นเป็นวันจันทร์ ตารางเรียนที่แปะหน้าห้องม.3 บอกว่า นับจากนี้ไปอีก 3 ชั่วโมง จะเป็นเวลาของคาบ ‘บูรณาการ’

อันดับแรกของคาบบูรณาการยามบ่ายไม่ใช่อะไรอื่น – นอน

“หลังกินข้าวมันก็จะง่วงๆ เนอะ คาบบูรณาการก็จะให้เค้าเริ่มต้นกับการนอนหลับเหมือนตอนอนุบาลเลย เค้าจะได้มีพลังในการเรียน ระหว่างที่เด็กๆ หลับ ครูก็เอาเวลาตรงนี้ไปประชุมกันว่าคาบนี้เราจะพูดคุยเรื่องอะไรดี แต่ถ้าไม่มีอะไรมาก บางทีครูก็นอนไปพร้อมกับนักเรียนนั่นแหละ” ครูสัญญาเล่าให้ฟังก่อนปลีกตัวไปประชุมกับครูอีก 2 ท่าน

นี่ไม่ใช่การนอนเล่นๆ แต่เป็นการนอนอย่างจริงจังชนิดที่เมื่อถึงเวลาตื่น หลายคนมีรอยแดงจากการกดทับเป็นเวลานาน!

ถึงเวลานักเรียนถูกปลุก สีหน้า ตา และรอยแดงที่ข้างแก้มใครหลายคนบอกว่าอยากใช้เวลานอนกลางวันนานขึ้นอีกนิด แต่ครูสัญญาและครูอีก 2 ท่านไม่ปล่อยให้นักเรียนง่วงซึมอยู่อย่างนั้น  แต่ชวนกันยืนเป็นวงกลม ไล่ความง่วงตั้งแต่ให้สะบัดมือ ไหล่ คอ เท้า และค่อยเร่งจังหวะ ‘กิจกรรมไล่ความง่วง’ ให้เซ็กซี่ขึ้นอีกนิด จังหวะที่ว่าคือให้ครูและนักเรียนผลัดกันวิ่งเข้าไปในวงด้วยท่าทางตามคำบอก มีตั้งแต่ท่าส่งของในจินตนาการ ไปจนถึงการตีลังกาเข้าไปในวง จากสีหน้าง่วงงุนและบ่นประปอดกระแปด ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะกับการหยอกเอิน กิจกรรมไล่ความง่วงใช้เวลาราว 10 นาที ก็เข้าสู่การเรียนรู้เพื่อพูดคุยของจริง

ก่อนจะเริ่มคาบ ครูสัญญาเล่าให้ฟังก่อนแล้วว่า “เพราะช่วงนี้ใกล้จะปิดเทอม เด็กๆ ม.3 ต้องทำหนังสือรุ่น พวกเขาไม่อยากทำแบบธรรมดาและพอเป็นประเพณี แต่อยากเขียนเรื่องราวของพวกเขาลงไปด้วย คาบบูรณาการวันนี้เลยจะชวนนักเรียนมาสางบันทึกที่ว่านี้กัน” และเสริมว่า ก่อนหน้านี้ให้นักเรียนเขียนบันทึกนี้ที่บ้าน แต่เป็นธรรมดาของนักเรียน เมื่อให้การบ้านไปก็ย่อมมีคนที่ส่งและไม่ส่ง เพราะฉะนั้นในคาบบูรณาการวันนี้ จึงตั้งใจจะช่วยนักเรียนพัฒนางานต่อ

กลับไปยังภาพบรรยากาศในห้องเรียน หลังครูสัญญาอธิบายกิจกรรมที่จะทำในวันนี้ในนักเรียนฟังจบ ก็ขานชื่อนักเรียนกลุ่มที่ทำบันทึกเสร็จเพื่อแยกออกจากกลุ่มที่ยังไม่ได้ทำ เจตนาของการแยกกลุ่มไม่ใช่การลงโทษ แต่แยกเพื่อจะได้ทำงานได้ถูกจุด กล่าวคือ คนที่เขียนบันทึกเสร็จแล้วจะถูกส่งไปพัฒนางานเขียนกับครูกลุ่มหนึ่ง ส่วนคนที่ยังไม่ได้เริ่ม จะให้ทำในห้องพร้อมอธิบายเทคนิควิธีการเขียนให้ฟังอีกรอบ

คาบบูรณาไม่ได้มีขึ้นให้นักเรียนทำกิจกรรมในห้องเพียงอย่างเดียว ครูสัญญาเล่าว่ามีกิจกรรมหลายอย่างเกิดขึ้นในคาบนี้ เช่น กิจกรรมทำนา, เข้าค่ายทดลองอาชีพ หรือออกไปทำกิจกรรมภาคปฏิบัติอื่นๆ แล้วแต่การออกแบบแต่ละห้อง แต่ละรุ่น ว่าอยากให้คาบนี้มีกิจกรรมอะไร

“อย่างการทำนา มันแตะเรื่องวิทย์ สังคม เกษตร การงาน งานการออกแบบแปลงนาหรือหุ่นไล่กา แตะกระทั่งวิชาสุขศึกษาที่ให้นักเรียนได้ออกกำลัง มันแตะทั้งหมดแหละ เพราะโดยตัวตนของการเรียนรู้มันไม่เคยแยกส่วน

“อีกเรื่องคือ บูรณาการของที่นี่เน้นภาคปฏิบัติให้เด็กได้มีส่วนร่วมผ่านกระบวนการและประสบการณ์ จะสำเร็จหรือไม่ค่อยว่ากัน แต่ต้องให้เค้าได้ไปเจอ ได้เที่ยว ได้เล่น เป็นพื้นที่ที่ให้ได้มาปฏิสัมพันธ์กันไม่ใช่แค่การเรียนในห้องอย่างเดียว” ครูสัญญาอธิบาย

นอกจากคาบบูรณาการที่ยืดหยุ่น(มาก)และวิธีเรียนที่เน้นการปฏิบัติ อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างไปคือ ห้องเรียนของครูสัญญาไม่มีโต๊ะ! จะเรียกว่าไม่มีโต๊ะก็ไม่ใช่ แต่การจัดโต๊ะนั้นพิสดารมาก คือดันโต๊ะและเก้าอี้ชิดแนวผนังห้องทั้งหมด เปิดพื้นที่ตรงกลางให้โล่งแล้วเรียนด้วยการนั่งกับพื้น เมื่อต้องการจะใช้อุปกรณ์หรือหนังสืออะไรค่อยลุกเดินขึ้นไปหยิบ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้) นักเรียนจะผุดลุกผุดนั่งและเคลื่อนไหวไปตามสื่อการสอนที่ครูจัดเข้ามา

ยกตัวอย่างเช่นวิชาสังคมศึกษา วันนั้นครูสัญญาเดินเข้าห้องเรียนพร้อมโน๊ตบุ๊คสีดำเมื่อม มืออีกข้างหอบแผนที่โลกแบบผืนผ้าใบขนาดใหญ่มาตรฐาน หลังทักทายและบอกกล่าวว่าวันนี้ครูสัญญาอยากชวนคุยเรื่องอะไร ทันใดนั้นเอง เขากางโน๊ตบุ๊คที่แสดงภาพบุคคลบ็อบ มาร์เลย์ แล้วถามว่า ‘ชายในภาพ เกี่ยวข้องกับทวีปอะไร?’ ครูสัญญาเปิดหน้าจอพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย

“ใครคิดว่าบ็อบ มาร์เลย์ อยู่ทวีปอเมริกาเหนือยืนฝั่งซ้าย ใครคิดว่าทวีปอเมริกาใต้ อยู่ฝั่งขวา เริ่มครับ!” นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ห้องเรียนของครูสัญญาต้องไม่มีโต๊ะ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เปิดไว้ให้เด็กๆ วิ่งเล่นกัน

กลับมาที่วิธีการสอน กว่าที่นักเรียนจะรู้ว่าบ็อบ มาร์เลย์ อยู่ทวีปอะไร ก็ต้องใบ้กันสนุกสนาน เริ่มตั้งแต่ คำสำคัญอย่าง เขียว-เหลือง-แดง, เรกเก้, ดนตรี เรื่อยไปกระทั่งได้(หลุด)คำตอบว่าเขาอยู่ประเทศ จาไมก้า พอได้ชื่อประเทศ ก็ถึงเวลาเฉลยว่าประเทศนี้ตั้งอยู่ที่ไหน ในทวีปอะไร เมื่อได้คำตอบ จึงให้นักเรียนใช้เวลา 2 นาทีบันทึกอย่างสั้นว่า... รู้อะไรจาก บ็อบ มาร์เลย์?

และเป็นแบบนี้อีกหลายข้อ บูรณาการวิชาอะไรบ้างไม่รู้ แต่สุขศึกษานั้นได้แน่ หลักฐานคือหลังชุ่มเหงื่อของนักเรียน

ว่ากันตามตรง เป็นเรื่องยากที่จะถ่ายทอดวิธีการสอนของครูสัญญาออกมาเป็นข้อๆ เพราะตลอดการ(เดิน)ติดตามครูเกือบ 2 วัน เราไม่เคยเห็นวิธีการสอนที่ซ้ำกัน บางทีเมื่อเด็กและครูง่วงก็พากันเก็บกระเป๋าลงไปเรียนที่ลานพระ (ซึ่งเด็กๆ ได้ออกกำลังโดยการปัดกวาดเช็ดถูลานก่อนเรียนอีกแล้ว) บางครั้งครูสัญญาไปสอนวิชาพละแทนครูคนอื่นที่ติดภารกิจ ท้ายวิชาเขาก็ยังจับนักเรียนมานั่งเป็นกลุ่มเพื่อสรุปบทเรียนว่าวันนี้ได้อะไร (จากการส่งบอลแบบซิกแซกไปมา?!)

คำถามไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ ‘มันยังไงนะ ไหนอธิบายให้ครูและเพื่อนฟังซิ’ ‘เฮ้ย น่าสนใจ เพิ่มเติมอีกนิดได้มั้ย?’ หรือ ถ้าเด็กๆ เริ่มเถียงกันจนสมาธิหลุด ครูสัญญาเพียงเคาะนิ้วเบาๆ แล้วบอกว่า ‘เมื่อกี๊เพื่อนคนนี้พูดน่าสนใจมากเลย ช่วยพูดให้เพื่อนฟังอีกทีได้มั้ย?’ เท่านั้นทุกคนก็เงียบฟัง

หากต้องสรุปแบบคร่าว ครูสัญญาเป็นครูที่แทบไม่สอน เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศให้เด็กๆ ได้จัดลำดับความคิดของตัวเอง โดยไร้ซึ่งคำว่า ผิด และ ถูก ในห้องเรียน เพราะถ้ามันก้ำๆ กึ่งๆ ว่าผิดหรือถูก ประเดี๋ยวครูสัญญาได้จับมาถกกันอีกว่า ผิดหรือถูก หน้าตาเป็นอย่างไร?

ก่อการครู: แรงบันดาลใจสร้างเครือข่ายบนเส้นทางมิตรภาพ

ทักษะการโค้ชเพื่อครู (Coaching Skills for Teachers) และ ห้องเรียนเวทมนต์คาถาในการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย (Magical Classroom: meaningful learning) คือห้องเรียนที่ครูสัญญาเลือกลงในโมดูลที่ 2 ของโครงการก่อการครู

“เราเลือกห้องเรียนการโค้ชเพื่อครูเพราะสนใจอยากกลับมาพัฒนาระบบโค้ชในโรงเรียนต่อ เพราะที่โรงเรียนมีระบบโค้ชชิงครูอยู่แล้วเลยอยากไปเติมทักษะเครื่องมือ ปรากฎว่าสิ่งที่ไปเจอ มันเป็นโค้ชชีวิต (หัวเราะ)”

ครูสัญญากล่าวว่าผิดความตั้งใจของตัวเองไปนิดเพราะหวังอยากได้เครื่องมือกลับมาพัฒนาระบบโค้ชชิงครูในโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ครูสัญญากล่าวว่าเขาเข้าใจเจตนารมย์ของผู้จัดที่ว่า การโค้ชครู เพื่อให้ครูมีวิชาโค้ชเด็กต่อในห้องเรียนจะไม่ใช่เรื่องยาก หากครูด้วยกันเข้าใจวิธีการสื่อสาร รับฟัง และมีเครื่องมือเพื่อช่วยชำระจิตใจเพื่อนครูด้วยกันเอง

“ห้องนี้ก็ได้ทบทวนตัวเองและได้เห็นบทบาทครูหลายๆ มิติ เห็นว่าบางจังหวะควรสอน บางจังหวะควรเป็นครู บางจังหวะให้คำแนะนำ แต่การโค้ชไม่ใช่แบบนั้น การโค้ชไม่ใช่การเทศน์แต่ตั้งคำถาม ใช้คำถามที่ทรงพลังแซะให้เค้าเจอด้วยตัวเอง เอาเข้าจริงมันก็คือทักษะเดียวกับการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างไม่ต้องรีบให้คำแนะนำ ซึ่งเราคิดว่าการเป็นครูยุคใหม่ควรมีทักษะเป็นครูแบบโค้ช”

ห้องเรียนเวทมนต์ คืออีกหนึ่งห้องที่ครูสัญญาเลือกลง เหตุผลหลักๆ เพราะความสนใจในการเล่นแร่แปรธาตุพลังงานในห้องเป็นทุนเดิม!

“เราสนใจเรื่องพลังงานในชั้นเรียนอยู่แล้ว หมายถึงว่า เราคิดว่าเรามีความสามารถจะอ่านพลังงานของห้องเรียนได้นะ รับรู้ว่ากลุ่มไหนพลังงานฟีบ ช่วงไหนที่เด็กไม่มีแรงใจ รู้ได้ว่าจะเพิ่มพลังงานให้ยังไง หรือเด็กกลุ่มไหนที่อหังการมาก ก็เข้าใจว่าจะดาวน์พลังงานเขาลงได้ยังไง พอเข้าไปเรียนก็ทำให้รู้ว่าเราจะใช้มันได้ถูกจังหวะขึ้นอย่างไรดี

“อย่างศาสตร์การจัดพลังงานในห้อง การจัดโต๊ะ จัดตำแหน่งครู การแสดงตัวตนบางอย่างของครู การสบตา การทำเป็นไม่ได้ยิน การไม่พูด มันมีผลหมดและวิธีแบบนี้ยังทำให้รับรู้พลังงานของนักเรียนได้ แม้กระทั่งพิธีกรรม การใช้เทียน ใช้สัญญะ ก็มีผลทั้งหมดนะ อยู่ที่เราจะมีเวลาและออกแบบได้มากน้อยแค่ไหน

“สุดท้ายมันคือการกลับมาที่การสังเกตตัวเอง พอสังเกตตัวเองมันจะปรับคลื่นให้รับช่องคนอื่นได้ แต่ถ้าอยู่แต่กับความคิดข้างหน้า ช่องสัญญาณพวกนี้มันก็ปิด”

อย่างไรก็ตาม คุณูปการอย่างหนึ่งที่ครูสัญญาได้รับจากก่อการครูนอกเหนือจากเครือข่ายและเคล็ดวิชา มันคือ ‘ความมั่นใจ’ ที่จะสร้างเวิร์คช็อปและเครือข่ายเช่นนี้ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเองบ้าง

“พอไปก่อการครูก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจและได้เพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ แต่ก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะทำงานแบบนี้มันต้องมีคนเชิญเราจึงไปทำ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีใครเชิญ เราลองมาทำกันเองมั้ย? ชวนกันทำตามศักยภาพที่เรามีอยู่ การไปก่อการครูยังได้เจอเพื่อนครูที่เจ๋งๆ มากมาย มันไม่ยากเลยที่เราจะเกาะกลุ่มซัพพอร์ตกัน”

โครงการ each one teach one ในนครขอนแก่นจึงค่อยๆ เริ่มก่อตัว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่มีตั้งหลายครั้ง ไม่นับรวมการเกิดขึ้นของโครงการในเครือข่ายเพื่อนพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นก่อการครูที่เชียงราย เชียงใหม่ ศรีสะเกษ นนทบุรี และที่อื่นๆ ครูสัญญาไม่จำเป็นต้องลงไปจัดทัพด้วยตัวเอง แต่เป็นหนึ่งในทีมสนับสนุนทั้งกำลังใจและแรงงาน

“เราอยากทำ each one teach one ตั้งแต่มีโอกาสไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน เรารู้สึกว่า ‘เฮ้ย ทำไมเค้าจัดกันง่ายจังวะ’ งานนั้นเขาชวนคุณหมอที่ทำงานกับเด็ก ชวนคนทำพิพิธภัณฑ์ที่ให้เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานคราฟ และเครือข่ายอื่นๆ มาร่วมงาน วิธีการก็แค่เปิดบูธง่ายๆ และไม่ยึดติดพิธีการเลย ในบูธไม่มีเอกสารแต่มีคนพาทำพาลุย ‘เฮ้ย… เราอยากทำแบบนั้น’

“เราเคยคิดว่าการจะทำแบบนี้ในบ้านเรามันไม่ง่าย เพราะต้องมีพิธีการอะไรมากมาย แต่พอไปก่อการครูมันจุดไฟฝัน เห็นเค้าจัดงานก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง เราก็ไปเอาแพลตฟอร์มมาจากหลายๆ ที่แล้วก็ปรับให้เป็นของเรา

“each one teach one ครั้งแรก เราตั้งใจอยากเชิญครูหลายๆ คนมาเวิร์กช็อป มาแลกเปลี่ยนว่ามันมีห้องเรียนแปลกๆ อยู่นะ และยังเป็นการ empower ครูด้วยกันเองอีกว่าเค้าก็เจ๋งนะ สิ่งที่เค้าทำมีความหมาย แต่พอทำไปแล้วเห็นข้อจำกัดของงานเดิมก็อยากกลับไปทำอีก ซึ่งรอติดตามตอนต่อไปนะครับ (หัวเราะ)”

จากนักศึกษาฝึกงานที่สร้างละครเวทีโจ๋เรนเจอร์สายฮาแต่มีความหมาย จากการพิสูจน์ความตั้งใจจริงในการเป็นครู ถึงวันนี้ วันที่กระเป๋าวิเศษของครูสัญญาเต็มตุงไปด้วยเครื่องมือก็ยังไม่เคยเอาเครื่องมือเหล่านั้นไปเก็บซ่อน แต่กางเครื่องมือให้คนที่ผ่านไปมาบนหน้าฝีดเฟซบุ๊กผลัดเปลี่ยนมาช็อปปิ้งได้ตลอดเวลา และอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด ความตั้งใจสูงสุดของเขา ณ วันนี้คือการสร้างพื้นที่ในการแบ่งปันให้ขจรขจายออกไป และต้องขจายออกอย่างสนุกด้วย!

ครูสัญญาพูดเสมอ มันอาจเป็นโชคดีที่ได้ทำงานในโครงสร้างที่หลวมกว่าที่อื่น แต่ก็เป็นโชคที่เค้าเลือกและพิสูจน์ด้วยการลงมือทำอย่างพากเพียรว่า อยากทำงานในโรงเรียนเทศบาลเล็กๆ ที่ผลงานวิชาการไม่โดดเด่น (และนักเรียนเฮี้ยวมาก) แต่ถูกธรรมชาติกับเขา พิสูจน์ทั้งตัวเองและปั้นความฝันที่อยากทำพร้อมกับทีมงานที่เข้าใจและเห็นเป้าหมายตรงกัน

“ครูคนอื่นจะทำแบบนี้ได้จริงแค่ไหน? เราว่าจริงได้เท่ากำลังและศักยภาพที่เขาทำได้ ครูแต่ละคนมีชุดความจริงและข้อจำกัดกันคนละชุด มีหลายคนที่ติดข้อจำกัดแต่ก็ขีดเส้นว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ห้องเรียนของเขาแล้วก็ชวนเพื่อนครูมาร่วมทำกัน อาจจะติดขัดบ้างแต่นั่นก็คือชุดความจริงของเขา ไม่เปรียบเทียบกับใคร

“สำคัญคือ ทำและศรัทธา จงภูมิใจว่าอย่างน้อยเรากำลังสร้างวัฒนธรรมของการศึกษาใหม่ ไม่ผูกขาดอำนาจของครูว่าต้องเป็นผู้ถ่ายทอดแบบเดิม การศึกษามันเปลี่ยนแปลงได้นะ มันมีความหวัง เราต่างเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ต้องโทษอะไรเพราะไม่เกิดประโยชน์ สู้ลงมือทำ ทำได้คนสองคน หรือทำได้นิดๆ หน่อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

ศรัทธาและลงมือทำ สำคัญที่สุด ทำแล้วต้องแชร์!

 , ,