เมื่อครูกลายเป็นโค้ช จากให้ความรู้สู่การดูแลจิตใจนักเรียน

ลองนึกภาพว่า ขณะนี้เราคือมนุษย์ผู้แบกความทุกข์ไว้เต็มหลัง จมปลักอยู่กับปัญหาที่ทางออกช่างดูเลือนราง การมีใครสักคนมานั่งรับฟังอยู่ข้างๆ คงดีไม่น้อย ทว่าคนแบบไหนล่ะ คือผู้ฟังในแบบที่เราต้องการ ในขณะเดียวกัน เราต่างพบเจอผู้ฟังมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะการฟังยังไม่ทันขาดประโยค ก็พูดแทรกเชิงคำสอนทันทีว่า ‘เธอทำแบบนี้สิ เราเคยทำมาแล้ว’ หรือหากเราเป็นผู้ฟัง ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ ครั้ง เรามักเอาประสบการณ์เดิมมาตัดสินเรื่องราวของคนตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว 

เราต่างอยากที่จะดูแลหัวใจของคนตรงหน้าให้ได้ดีที่สุด แต่วิธีใดกันที่เราสามารถพาคนคนนั้นไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเขาคนนั้น

ก่อการครูจึงอยากชักชวนทุกคนมาดูแลหัวใจของเพื่อนมนุษย์ ของคนรัก ของครอบครัว หรือของเด็กในห้องเรียน ผ่าน ‘การฟังอย่างลึกซึ้ง และการตั้งคำถามอย่างทรงพลัง’ ในห้องเรียนทักษะการโค้ชเพื่อครูโดย เปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์ อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเธอได้ให้ความหมายของคำว่า ‘โค้ช’ ไว้ว่า 

“โค้ช คือคนคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางเพื่อช่วยคนอีกคนหนึ่ง จะเป็นนักเรียน เป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นใครก็ได้ เดินทางไปเจอคำตอบของเขาด้วยตัวเขาเอง แต่เราใช้คำถาม และการรับฟังเป็นตัวช่วย ให้เขาเดินทางไปพบคำตอบภายในตัวเขา การโค้ชไม่ใช่การบอก แต่หัวใจสำคัญคือการตั้งคำถาม ซึ่งก่อนจะตั้งคำถามได้ เราต้องฟังให้เป็น”  

การฟังและการตั้งคำถาม สำคัญอย่างไรในการดูแลหัวใจของคนตรงหน้า 

เวลามนุษย์มีปัญหา หลายๆ ครั้งมักจะคิดวนอยู่ในหัวของตัวเอง แต่เมื่อใดที่มีคนคนหนึ่งมานั่งฟังอยู่ข้างๆ เพื่อเป็นพื้นที่รองรับความคิดของเขา เสียงของเขาจะได้เดินทางออก เมื่อเสียงเขาได้เดินทางออกไปแล้วรับรู้ว่ามีคนรับฟัง เขาก็จะได้ยินเสียงของตัวเองด้วย และคำถามนั้นจะช่วยให้เราได้กลับมาคิดว่าปัญหานั้นลึกๆ แล้วคืออะไร เราต้องการอะไรกันแน่ 

เพราะหลายๆ ครั้ง ปัญหาไม่ใช่แค่ปัญหา แต่วิธีการที่เรารับมือกับปัญหานั่นแหละที่เป็นปัญหา ฉะนั้นเวลาเราโค้ช เราไม่ได้มุ่งเป้าไปแก้ที่ตัวของปัญหา แต่มุ่งเพื่อให้คนคนนี้ได้กลับมาเข้าใจตัวเอง ได้สืบค้นเข้าไปในตัวเอง ไปหาคำตอบที่จริงๆ แล้วเขามีคำตอบในตัวเองนั่นแหละ แต่กลัวที่จะทำตามคำตอบนั้น หรือกลัวที่จะเข้าไปมองมันตรงๆ การโค้ชจะช่วยให้เขามีความกล้าและกลับไปหาคำตอบนั้นได้ดีขึ้น

ทักษะนี้จำเป็นกับครูขนาดไหนในการดูแลหัวใจของนักเรียน 

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นขนาดไหนกับครู แต่เท่าที่อบรมกับครูมาสองรุ่น ทุกคนบอกตรงกันว่าเป็นทักษะที่ครูควรจะมี และครูหลายคนเขาเอาไปใช้จริงๆ กับเด็ก เราพบว่าการสอนของครูกับเด็กจริงๆ แล้วไม่ได้สอนแค่ตัวเนื้อหาวิชา คือไม่ได้ปฏิเสธการสอนนะ ความรู้บางอย่างก็จำเป็นต้องบอกต้องถ่ายทอด 

แต่ในฐานะที่ครูกำลังดูแลเด็ก เราจึงไม่ได้แยกส่วนว่า สมองของคนคนนี้ไม่มีความรู้ใช่ไหม ครูยัดความรู้ให้แล้วจบ แต่ครูคือการดูแลชีวิต ดูแลการเติบโตของมนุษย์คนหนึ่ง และการที่มนุษย์จะเติบโตได้ ครูก็ต้องมองเป็นองค์รวม เด็กนักเรียนมีความรู้สึก มีความต้องการ มีปัญหามากมายในชีวิต มีเรื่องที่บ้านร้อยแปดปัญหา ที่ไม่ได้อยู่ในวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ วิชาภาษาไทย 

การโค้ชจะช่วยให้ครูกลับมาดูแลชีวิตของเด็กได้ด้วย และทักษะนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ในวิชาที่เป็นโปรเจ็คต์ได้ (project based learning) อย่างเวลาเด็กทำโครงงาน เขาต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่ทำตามที่ครูสั่ง เขาต้องออกไปตั้งคำถาม ตั้งโจทย์ และเจอคำตอบด้วยตัวเอง ครูก็แค่ไกด์ด้วยคำถามด้วยทักษะการโค้ชกับเด็กได้ 

เราได้ยินทักษะการโค้ชในระบบการศึกษาไทยมานานแล้ว แต่ทำไมโค้ชจึงลงไม่ถึงตัวเด็กเสียที

ไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง แต่โดยนโยบายก็เชื่อว่าเขาปรารถนาดี ซึ่งคนที่ออกนโยบายนี้มาเขาก็คงเห็นประโยชน์ของการโค้ช แต่ในเชิงปฏิบัติเท่าที่เจอมา มันมีการใช้คำนี้สับสนกับคำว่า พี่เลี้ยง (mentoring) กับ โค้ช (coaching) เข้าใจและใช้สับสนปนไปปนมา กลายเป็นเข้าใจว่าการโค้ชคือการที่เรามีความรู้และประสบการณ์เข้าไปแนะนำเด็กที่ประสบการณ์น้อยกว่า ซึ่งสิ่งนี้มันไม่ใช่การ coaching แต่เป็นการ mentoring ไม่รู้เหมือนกันว่ามีช่องว่างอะไรเกิดขึ้น ที่ทำให้ความเข้าใจนี้มันหายไป เพราะไม่ค่อยมีคนพูดถึงการโค้ชว่าจะต้องลงไปฟัง ทำความเข้าใจแล้วตั้งคำถาม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นว่า ลงไปดูว่าเขาขาดอะไรแล้วเราจะเสริมการแก้ไขปัญหาให้

คนเป็น ‘โค้ช’ คือมนุษย์ปกติเช่นกัน? 

เป็นมนุษย์ปกติ (หัวเราะ) แล้วโค้ชเอง บางทีก็ต้องการการ coaching จากคนที่เป็นโค้ชด้วยกัน คนที่อยู่ในสายงานโค้ชนั้น ไม่ใช่ว่าฉันเป็นโค้ชนะ ฉันเลยไม่ต้องการการ coaching นะ คือมนุษย์ทุกคนต่างก็มีปัญหา แม้ช่วยคนอื่นได้แต่บางทีปัญหาของตัวเองก็หาทางออกไม่ได้ บางทีเราก็ต้องการคนคนหนึ่งเข้ามาช่วยเรา แต่ว่าสิ่งที่อาจจะมีเยอะหน่อยคือความสามารถในการฟัง ความสามารถในการใช้คำถาม แล้วก็ความสามารถในการตัดสินช้าลง มันช้าลงก่อนที่จะสรุปว่ามันคือคำตอบ ทักษะนี้เราต่างฝึกได้ทุกคน 

กระบวนการที่จะพาคนคนหนึ่งไปเข้าใจในความหมายของโค้ชมีอะไรบ้าง 

โครงของการออกแบบหลักสูตรนี้ ไล่ลำดับง่ายๆ ซึ่งสิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำไม่ว่าจะเคยฝึกมาที่ไหนแล้วก็ตาม อันดับแรกก็ต้องฝึกเรื่องของการฟัง ฟังแล้วต้องจับแก่นของเรื่อง ต้องเข้าใจความรู้สึก คุณค่าของเรื่องราวที่คนตรงหน้ากำลังเล่าได้ ฟังเสร็จจึงฝึกตั้งคำถามแบบปลายเปิด ซึ่งเป็นคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลัง ไม่ต้องถามให้ยืดยาด ซับซ้อน หรือถามให้ดูฉลาด 

จากนั้นเราจะให้แผนที่การเดินทางที่เราเรียกว่า grow model ด้วย เพราะหลายคนจะวนเวียนอยู่กับการฟังแล้วถาม ฟังแล้วถาม ไม่ไปไหนต่อ แต่ตัว grow model จะช่วยบอกเราว่า เราควรเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย ไปสำรวจสถานการณ์ของเรื่องราว แล้วลองดูว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วมาดูว่าจะมีแอคชั่นแบบไหน ลงมือทำอะไรบ้าง 

เมื่อฝึกเสร็จแล้ว หัวใจสำคัญของกระบวนการคือ การให้เขาได้ออกมาลองโค้ชจริงๆ เพราะเมื่อการฝึกฝนอยู่บนประสบการณ์จริง ก็จะเกิดการเรียนรู้ที่ลึกมากกว่าการฟัง เพราะเขาได้ลงสนามจริง ได้ฝึกจากการลงมือทำ พอทำเสร็จวันที่สองเรารับรู้ได้เลยว่าพลังงานของครูกว่า 30 ชีวิตในห้องเปลี่ยนไปเลย เพราะเขาผ่านประสบการณ์มาแล้ว เราก็จะให้ทักษะเพิ่มอีกประมาณสิบกว่าทักษะ เป็นทักษะของการโค้ช ก็มีการสาธิตให้ดู และพอเขาได้ทดลองทำด้วยตัวเอง เขาก็จะรู้ว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจริงๆ ทุกคนเริ่มแบบเข้าใจว่า เออ มันมีพลังบางอย่างในการตั้งคำถามจริงๆ 

การที่เราจะโค้ชเพื่อดูแลหัวใจคนตรงหน้า ต้องอาศัยความอดทนหรือเปล่า? 

เวลาที่โค้ชจริงๆ ไม่ได้ใช้ความอดทนนะ แต่ใช้ความสนใจใคร่รู้ แล้วที่เราเห็นเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้พลังกลับมาด้วยจากพลังที่มันเกิดขึ้นกับคนคนนั้น เวลาที่เขาเจอคำตอบเราก็จะมีความรัก ความกล้าหาญในตัวเอง จะรู้สึกได้ถึงพลังอันนั้นแล้วเราก็จะได้รับมันกลับมาด้วย จริงๆ แล้วใน section coach ที่เราพาเขาเข้าไปถึง มันเป็น section ที่จะเบิกบานทั้งคู่โดยที่ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยหรือใช้ความอดทนอะไร แค่ต้องรอนิดนึง รอให้เขาเข้าไปเข้าใจตัวเอง 

ถ้าเช่นนั้น ผู้ทำหน้าที่โค้ชต้องมีหัวใจอย่างไร

ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และความเคารพต่อศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่ง ต้องเข้าใจว่าคนที่รู้ไม่ได้มีแค่เรา แต่ต้องไว้วางใจคนคนนั้น ว่าเขาก็มีคำตอบในตัวของเขา เพียงแต่ตอนนี้เขาอาจหลงลืมไป หรือมีอะไรบางอย่างบล็อคเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถเดินทะลุเข้าไปหาคำตอบนั้นได้ เราในฐานะโค้ชมีหน้าที่ฟังและตั้งคำถามเพื่อเปิดทางให้เขาไปเจอคำตอบ มันเป็นเรื่องความกรุณา ความถ่อมตน และความไว้วางใจในศักยภาพของมนุษย์ ที่สำคัญมากๆ คือมีสติ บางทีเราจะชอบอินและเอาประสบการณ์ของเราไปตัดสิน ถ้าไม่มีสติเราก็จะหลุดจากการฟังคนตรงหน้าไปเลย 

โครงการก่อการครู: ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้ โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ก่อการครู ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ

View Fullscreen
 , ,