ปรียา ต้องชู: ไลฟ์โค้ชไหนๆ ก็ไม่สู้ ครูที่โค้ชเป็น

หลายครั้งหลายหน ที่เด็กนักเรียนของ ครูเปี๊ยบ- ปรียา ต้องชู มาถึงโรงเรียนบ้านบางหมากด้วยสีหน้าเศร้าๆ ไม่มีสมาธิกับบทเรียนตรงหน้า ถึงขั้นเปรยทุกข์ให้คุณครูฟังถึงปัญหาในบ้าน

ครูเปี๊ยบรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กๆ ยังไม่พร้อมกับชั่วโมงเรียนเลยแม้แต่น้อย หากสภาพจิตใจของเด็กยังไม่ปลอดโปร่งพอ

“ครูคะ ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน หนูต้องทำยังไงดีคะ”
“ครูขา พ่อหนูไปอยู่บ้านนู้นอีกแล้ว”

เสียงร้องทุกข์ของนักเรียนส่งตรงมายังครูเปี๊ยบ และหลายครั้งหลายหนที่เธอก็จนปัญญา และตอบกลับไปว่า

“นั่นเรื่องของผู้ใหญ่ ให้พ่อกับแม่เธอจัดการไป เธอมีหน้าที่แค่เรียน”

ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ กลับไม่สามารถเสกปัญหาในใจของเด็กๆ ให้หายวับไป มิหนำซ้ำคำพูดเหล่านั้นยังก่อกำแพงสูงหนากั้นกลางระหว่างครูและเด็กๆ

ทั้งหมดนี้คือความทุกข์ที่ครูเปี๊ยบแบกไว้ ก่อนจะมายัง 'บัวหลวงก่อการครู' และรู้ว่ามีวิธีช่วยครูปลดภาระบนบ่าที่ว่านี้ วิธีนั้นคือ

‘การโค้ช’

‘บ้าน’ ไม่ได้ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

ครั้งหนึ่งครูเปี๊ยบคิดว่า หน้าที่ของครูอยู่เพียงในรั้วโรงเรียนเท่านั้น แม้ครูและผู้ปกครองจะสร้างความสัมพันธ์และพูดคุยกันอยู่เสมอ แต่ในหลายๆ ปัญหาที่นักเรียนนำมาเล่าสู่กันฟัง เธอมองว่า นั่นคือเรื่องที่บ้าน และเกินขอบเขตที่ครูจะจัดการได้

แต่เมื่อเธอได้รู้จัก เรียนรู้ และฝึกฝนกระบวนการหนึ่งที่ชื่อ ‘ทักษะการโค้ช’ ครูเปี๊ยบจึงมองเห็นความเป็นไปได้ในการใช้ทักษะนี้เข้าไปคลี่คลายปัญหาของนักเรียน

“พอเรามาเจอกระบวนการโค้ช ครูถึงได้นึกย้อนไปว่า ปัญหาครอบครัวคือปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของเด็ก ถ้าเขาอยู่ในสภาพปัญหาแบบนั้น เขาจะมีสมาธิเรียนได้อย่างไร เช้ามาโรงเรียนเขาแบกปัญหามาจากบ้าน พอเลิกเรียนก็ไม่อยากกลับบ้านอีก เพราะเขารู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง”

เมื่อเด็กรู้สึกไร้ที่อยู่ที่ยืนในบ้าน ครูเปี๊ยบมองว่า สถานที่เช่นโรงเรียนจะต้องปลอดภัย ไม่เช่นนั้น คงไม่มีสถานที่ใดที่เด็กจะมีตัวตนอยู่ได้อีกแล้ว นั่นทำให้ ‘ทักษะการโค้ช’ ที่ครูเปี๊ยบได้เรียนรู้ที่โครงการบัวหลวงก่อการครูตลอด 2 วัน ถูกนำไปใช้งานตั้งแต่วันแรกที่กลับถึงโรงเรียน

“ก่อนหน้าที่จะมาก่อการครู เด็กคนหนึ่งขาดเรียนไป 2 อาทิตย์ เราก็พยายามไปเจอเขา ไปหาผู้ปกครองเขาที่บ้าน ใช้ทุกวิธีการแล้วเขาก็ไม่มาโรงเรียน แล้วเขาก็ไม่เล่าไม่บอกด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วงที่เรามาก่อการครูก็จะพยายามไลน์คุยกับเด็กตลอด แล้วเขาก็ถามเราในไลน์ว่า ‘ครูขา ครูจะมาโรงเรียนวันไหนคะ ถ้าครูกลับมาหนูจะเข้าไปพบครูนะคะ’

ครูที่โค้ชเป็น จะเหนื่อยน้อยลง

หลังจบจากการเรียนในห้องเรียนทักษะการโค้ช ครูเปี๊ยบได้กลับไปสอนหนังสือตามปกติ และเป็นวันที่นักเรียนของเธอได้กลับมาเรียนหลังจากขาดไป 2 อาทิตย์ คราวนี้เธอตั้งใจว่า จะลองใช้ทักษะการโค้ชเพื่อพาเด็กหญิงออกจากความทุกข์ที่กำลังเผชิญ

“ในเช้าวันนั้น ครูมีความรู้สึกว่า เด็กเขาอุ่นใจที่เห็นครู ส่วนเราส่งยิ้มให้เขาโดยไม่ต่อว่าใดๆ พอพักเที่ยง เด็กคนอื่นๆ เขาก็ไปโรงอาหารกัน เด็กคนนี้ออกจากห้องทีหลังเพื่อน ประมาณว่าอยากจะบอกอะไรเราสักอย่าง เพราะครูก็ไม่ถามอะไรเสียที เราก็ยิ้มกับเขาแล้วบอกว่า ‘หนูไปทานข้าวให้เสร็จ แล้วเดี๋ยวมาเจอครูนะ’

“เราพยายามไม่ให้เด็กคนอื่นมองเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะทุกคนก็เหมือนตั้งเป้าว่า เดี๋ยวเพื่อนคนนี้ต้องโดนแน่ๆ เพราะขาดเรียนไปนาน พอมานั่งคุย ก็ได้คุยกันหลายเรื่อง ถามเขาในแบบที่ฝึกทักษะการโค้ชมา คือไม่จี้ถาม ไม่ตัดสิน ไม่กล่าวแทรก หรือต่อว่า คุยไปสักพักเด็กก็บอกว่า ‘ครูคุยกับน้าของหนูหน่อยได้ไหมคะ’

ครูเปี๊ยบตกปากรับคำทันที ไม่นาน น้าของเด็กหญิงก็มาถึงที่โรงเรียน ครูเปี๊ยบจึงชวนน้าหลานพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการพบปะกันวันนี้ เป้าหมายที่ว่า คือการสร้างสัมพันธ์ มิใช่การกล่าวโทษ

“เรื่องของเรื่องคือ เด็กเขามีปัญหาครอบครัวแตกแยก พ่อแม่แยกทางกัน ต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่ แต่พ่อยังอยู่บ้านเดียวกับเด็ก ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กเขาจะเป็นที่หนึ่งในบ้าน เมื่อพ่อมีครอบครัวใหม่ และน้าแต่งงานมีลูก ความสำคัญของเขาก็ด้อยลงมา เขายังไม่เข้าใจตรงนี้ เพราะเขาคิดว่าเขาต้องเป็นที่หนึ่งเหมือนเดิม

“หลังคุยกันเสร็จ เขาสดใสขึ้นมาก พอตกบ่ายก็เชิญแม่ของเด็กมาคุยกันอีกเหมือนเดิม ให้เด็กเขาได้พูดในสิ่งที่อยากพูดโดยมีเราอยู่ด้วย พอแม่เขากลับไป เราถามเด็กว่า โอเคแล้วนะลูก เขาก็ตอบว่า ‘ค่ะ หนูเข้าใจน้าแล้ว เข้าใจแม่แล้ว แต่สุดท้ายจริงๆ ครูรู้ไหมคะ หนูอยู่บ้านเดียวกับพ่อ แต่พ่อไม่เคยกอดหนูเลย หนูอยากให้พ่อเอาใจใส่หนูบ้าง’”

วิธีการของครูเปี๊ยบ คือการตั้งวงสนทนาเล็กๆ ถามความสมัครใจเด็กก่อนจะชวนผู้ปกครองเข้ามาร่วมวงด้วย และคอยเป็นสื่อกลางในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการปรับความเข้าใจของเด็กและผู้ปกครอง หลังจากนั้น ครูเปี๊ยบได้ให้เวลาทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกันตามลำพังสักพัก แล้วจึงกลับเข้ามาในวงสนทนาอีกครั้ง

“สุดท้ายเราก็เข้าใจ ว่าแกนปัญหาของเด็กนั้นอยู่ที่พ่อ มันเข้าใจทันทีเลย เหมือนเรื่องญาณทัศนะที่เรียนกับในห้องเรียนแห่งเวทมนตร์ ว่านี่เลย ใช่เลย ตรงนี้แหละคือปัญหาสำคัญที่เด็กคนนี้กำลังเผชิญ”

ครูเปี๊ยบเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่าถ้าเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะรู้จักวิธีการฟัง วิธีการตั้งคำถาม และวิธีการโค้ช เรื่องราวคงไม่ลงเอยด้วยดีเช่นนี้

“เมื่อก่อนเรามีความรู้สึกว่า ผู้ปกครองมีหน้าที่ที่บ้าน นั่นหน้าที่คุณ ถ้าหลานคุณมาโรงเรียน ครูมีหน้าที่สั่งสอน แต่สุดท้าย การโค้ชทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นครู นอกจากคอยซักถามและเอาใจใส่เด็กที่ครูเองก็ทำอยู่แล้ว แต่สำคัญคือ ท่าทีในการคุย ไปจนถึงการทำความเข้าใจไปถึงผู้ปกครอง เข้าใจไปถึงความต้องการลึกๆ ที่เด็กเขาไม่ได้บอก ได้ยินเสียงความต้องการในใจที่เขาไม่ได้พูด

“วันนั้นที่เราใช้กระบวนการโค้ชกับเด็กและผู้ปกครอง เกือบจะหมดวันอยู่แล้วเชียว นิดเดียวจริงๆ ที่เขาพูดออกมาว่าอยากให้พ่อกอดหนูบ้าง เอาใจใส่หนูบ้าง แค่นี้เลยเราจับได้ทันทีว่าปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่น้า ไม่ได้อยู่ที่แม่ แต่อยู่ที่พ่อซึ่งอยู่บ้านเดียวกันแต่เด็กไม่ได้รับความรัก”

ย้อนกลับไปยัง ‘ทักษะการโค้ช’ ที่ครูเปี๊ยบได้มาเข้าร่วม โดยเริ่มต้นจากการฝึกการฟัง จับแก่นของเรื่อง เข้าใจถึงความรู้สึกและคุณค่าของเรื่องราวที่คนตรงหน้ากำลังบอกเล่า จากนั้น ครูเปี๊ยบจึงได้ฝึกการตั้งคำถามในแบบปลายเปิด ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่ทรงพลังในการพาคู่สนทนาเดินทางไปค้นหาคำตอบที่อยู่ในใจด้วยตัวของเขาเอง

“หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการโค้ชมาทั้งวัน มันเห็นถึงวิธีการในการตั้งคำถาม คือ เปิดโอกาสให้เขาได้พูด และทักษะการฟังเรื่องราวของเขาโดยที่เราไม่ได้แทรกแซง ไม่ไปอวดรู้ ไม่ไปด่วนสรุป แต่ให้เขาได้สำรวจตัวเอง ได้เล่าในสิ่งที่เขาอยากเล่า แล้วค่อยๆ ชวนเขาคุยถึงทางออกของปัญหา ซึ่งกระบวนการฝึกโค้ชตรงนี้ทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองมากที่สุด”

ครูเปี๊ยบในวัย 56 ปี ยังคงเดินทางสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ ต่อไป ในยุคสมัยที่เธอบอกว่า ครูไม่ได้รู้มากกว่านักเรียนในทุกๆ เรื่อง และหลายๆ เรื่อง นักเรียนนั้นก็คือครูของเธอ ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างวัยของครูและนักเรียนรุ่นใหม่จะไม่เป็นปัญหา ถ้าครูเปิดใจและเดินทางไปพร้อมๆ กับนักเรียน ไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในตำราหน้าหนังสือ

“เราต้องยอมรับ ครูโบราณนั้นต้องปรับใจตัวเองให้ได้ แม้อาจจะยากหน่อยในการเปลี่ยนแต่เปลี่ยนได้” ครูเปี๊ยบว่า

บทสัมภาษณ์จากรายวิชา 'ทักษะการโค้ชเพื่อครู' เมื่อวันที่ 14 - 15 ธันวาคม 2562