อุปสรรค ความงาม และการเดินทางของ ‘รถพุ่มพวงชวนเรียนรู้’

เรื่อง: ผศ.ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ

  • เราเริ่มต้นจากความรู้สึกว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือนักเรียนของเราในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่นักเรียนมาโรงเรียนไม่ได้
  • ระหว่างทางเราเจอทั้งสิ่งสวยงามและปัญหาอุปสรรคแต่สิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้คือพลังจากนักเรียน
  • จากนี้ไปคำว่ารถพุ่มพวงชวนเรียนรู้ที่อาจหายไปพร้อมๆกับ COVID19 แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ต่อไปคือคุณค่าใหม่ที่เกิดขึ้นในใจของทุกคน

ในวงสนทนาของเพื่อนพี่น้องครู ผ่านโปรแกรม zoom ประมาณ เกือบ 3 เดือนที่แล้ว ในช่วง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เราคาดการณ์กันว่า โรงเรียนน่าจะไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามกำหนดการณ์เดิม การเรียน online หรือ on air น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ทั่วประเทศ และสิ่งที่จะตามมาคือ กลุ่มนักเรียนที่ไม่พร้อม ไม่พร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ หรือ ผู้ปกครองไม่พร้อมที่จะดูแล หรือ ไม่พร้อมทั้งสองอย่างจากความรู้สึกว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มเปราะบางเหล่านี้

เพื่อนครูของเราคนหนึ่ง (ครูสัญญา) คิดถึงรถพุ่มพวงขายกับข้าว ขึ้นมา ลักษณะพิเศษของรถพุ่มพวง คือ ความสามารถในการเข้าถึงชุมชน มีสินค้าตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และที่สำคัญ คือ เลือกได้ตามความชอบใจ มันก็น่าจะดีนะ ถ้าเรามีรถพุ่มพวงการศึกษาที่สามารถส่งการเรียนรู้เข้าถึงชุมชน เป็นการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและชุมชน และนักเรียนสามารถเลือกเรียนได้เราชอบไอเดียนี้กันมากๆ มีวงคุยต่อเนื่องกันมาอีกหลายครั้งเพื่อลงรายละเอียดแผน และแนวทางกิจกรรม มีผู้สนับสนุนงบประมาณจากโครงการผู้นำแห่งอนาคต โดยพี่อ้อ อ.อนุชาติ พวงสำลี ช่วยผลักดันให้ความคิดถูกขับเคลื่อนออกมาเป็นการลงมือทำบนความยืดหยุ่นหน้างาน เกิดทีมรถพุ่มพวงชวนเรียนรู้ 5 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด ขอนแก่นศรีสะเกษ กาฬสินธ์ุ และเชียงใหม่ ลงมือทำงานตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน

รถพุ่มพวงชวนเรียนรู้ทั้ง 5 พื้นที่ บวกกับคุณครูในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาอีกสองโรงเรียนจากนครสวรรค์ และตรัง ขับเคลื่อนให้การเรียนรู้ลงไปในชุมชน ในหลายมิติตามบริบทพื้นที่ของตนเอง

visual note การประชุมจาก facebook คุณครูสัญญา (Sanya Makarin)

สิ่งแวดล้อมศึกษา/ สิทธิมนุษยชน/ อาชีพ/ ศิลปะ/ วัฒนธรรมท้องถิ่น คือ เนื้อหาสาระบางส่วนที่เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้ในช่วงนี้ ไปพร้อมๆกับการได้กลับมาเจอครู เจอเพื่อน แม้ว่าต้องรักษาระยะห่าง แต่หัวใจก็ได้ใกล้กัน

ระหว่างทางเรามีการพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ อัพเดทชีวิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน เราคิดว่านี่แหล่ะ คือ ชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพครู จริงๆ พื้นที่แห่งความสัมพันธ์ เติมใจ เติมพลัง เติมความรู้

หลังจากทำงานไปได้ร่วม 2 เดือน มีสื่อมาให้ความสนใจพวกเรามากขึ้น ด้านหนึ่งอาจทำให้การทำงานไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง สื่อก็เป็นช่องทางในการสื่อสารสู่สังคม อาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับครูหลายๆคนที่คิดอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในพื้นที่ ได้เห็นว่า มีเพื่อนครูจำนวนไม่น้อยที่กำลังตั้งใจ มุ่งมั่นบุกเบิกการทำงานใหม่ๆ เพื่อนักเรียนของพวกเขาเช่นเดียวกันและแม้แต่เป็นเสียงเล็กๆสะท้อนถึงผู้สร้างนโยบายให้เห็นคุณค่าของการกระจายอำนาจทางการศึกษา เชื่อมั่นในศักยภาพของคุณครูในพื้นที่

จนกระทั่งตอนนี้โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว ภารกิจรถพุ่มพวงส่งการเรียนรู้สู่ชุมชน ก็ค่อยๆชะลอความเร็ว เด็กเริ่มกลับเข้ามาเรียนได้ตามปกติ วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับคุณครูทั้ง 6 พื้นที่ ทั้งแกนนำและคุณครูผู้ร่วมขบวนการ มี learning ที่น่าสนใจเยอะมาก อยากบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำ และแบ่งปันถึงเพื่อนครูแบบนี้

ความงดงามระหว่างทางในการเดินทาง

เรื่องแรกที่ผมประทับใจเอามากๆเมื่อชวนคุณครูพูดคุยถึงความสุขของงานครั้งนี้ คือ เรื่องของการส่งพลังกันไปมาระหว่างคุณครูและนักเรียน ก่อให้เกิด “คุณค่า” บางอย่างขึ้นภายในจิตใจ

ในมุมของนักเรียน พวกเขามีโอกาสได้ตื่นเต้นกับการค้นพบสมบัติล้ำค่าที่มีอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้าน ไปพร้อมๆกับมองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง

คุณครูที่ได้พลังกลับมาทุกครั้งเมื่อออกไปเจอกับเด็กๆ ในชุมชนและพบว่าเด็กๆ รอเจอครู รอเจอเพื่อน รอที่จะได้เรียนรู้

แม้บางครั้งคุณครูอาจจะท้อไปบ้างเมื่อบางวันเด็กน้อยลง แต่นั่น ก็เป็นพลังในการที่คุณครูต้องกลับมาทำความเข้าใจนักเรียน และออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนมากขึ้น มีคนพูดถึง child center มาเป็น สิบๆ ปีแล้ว แต่ผมเพิ่งเห็นตัวอย่างจริงครั้งนี้ครั้งแรก

ครูบอกว่า “เรามีความสุขมากที่ได้สอนในแบบที่เราอยากสอน และนักเรียนได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียน เราได้ใกล้ชิดกับนักเรียน ได้เข้าใจเขามากขึ้น”

มันเป็นการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่หมด ระหว่างครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เราเห็นผู้ปกครอง และชุมชน มองเห็นคุณค่าของการทำงานร่วมกับคุณครูในการสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียน อาจจะขออนุญาตใช้คำว่าเป็นการศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะทุกคนที่มาทำงานร่วมกัน มาด้วยความสมัครใจและเข้ามามีส่วนร่วมจริงจังในการสร้างการเรียนรู้ครั้งนี้

เราเห็นความกล้าที่ชนะความกลัว(โควิด) อ.น้อง ธนัญธรณ์ เคยพูดไว้ว่า ความกล้าเกิดขึ้นบนความกลัว ถ้าไม่มีความกลัว การกระทำที่ดูเหมือนกล้าหาญนั้น ไม่ใช่ความกล้า ที่แท้จริง

ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน บางคนบอกให้รอทุกอย่างไว้หลังโรงเรียนเปิด แต่คุณครูเหล่านี้กล้าที่จะจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ บนมาตรการรักษาความปลอดภัย แน่นอนว่าในอนาคตเราอาจพบเจอเหตุการณ์ที่ท้าทายลักษณะนี้อีก แต่บทเรียนการได้ก้าวข้ามความกลัวนี้ จะเป็นต้นทุนสำคัญในการบุกเบิกสร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ กันต่อ

ทั้งหมดนี้อาจเป็น “คุณค่าใหม่” ที่พวกเราได้จากการลงมือทำงานครั้งนี้ และมีแนวโน้มว่าพวกเราจะหาทางนำสิ่งเหล่านี้เข้าสู่โรงเรียนในช่วงต่อไป

เส้นทางที่ไม่ได้ราบเรียบ

เราได้ยินหลายเสียงของคุณครูที่พูดถึงระบบโครงสร้างราชการที่อาจเป็นอุปสรรคอยู่บ้างในการทำงาน แต่ทั้งหมดทั้งมวลสามารถคลี่คลายได้ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างการมีส่วนร่วม

ถ้าทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และนักเรียน ได้รับการสื่อสารที่ชัดเจน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเป็นการเสริมพลังให้การทำงานประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

แน่นอนว่าปัญหาในการทำงานระหว่างทางเกิดขึ้นอยู่เสมอ น่ายินดีมากๆ ที่เราได้เจอกับคุณครูที่มีทัศนคติต่อเรื่องนี้ที่งดงามมาก ครูบอกว่า แม้ว่าเราจะวางแผนมาเป็นอย่างดีเพียงใด ปัญหาจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้น ก็คิดเสียว่าปัญหาก็คือส่วนหนึ่งของการทำงาน ถ้าคิดจะทำอะไรแล้ว ก็ลงมือทำเลย ไม่ต้องกลัวปัญหา ถ้าคิดแล้วไม่ทำก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จในอนาคตคำว่ารถพุ่มพวงชวนเรียนรู้ ก็คงค่อยๆหายไปจากความทรงจำของพวกเรา แต่สิ่งที่จะคงอยู่คือ ความสัมพันธ์ที่ได้เริ่มต้นสร้างกันไว้ระหว่างครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่ครั้งหนึ่งไ้ด้เคยมาร่วมกันสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายเอาไว้ และตระหนักว่าตัวเราเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางศึกษาได้เหมือนกัน-จนกว่าจะได้พบกันใหม่-

 , ,