‘สุ้ย’ วรรณา จารุสมบูรณ์: ขอนแก่นนิวสปิริต ลมใต้ปีกของการพัฒนาเมือง

สุ้ย – วรรณา จารุสมบูรณ์ เกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เติบโตมาในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย นอกจากเป็นนักศึกษาการพยาบาลและผดุงครรภ์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ระหว่างเรียนปริญญาตรี วรรณายังขลุกกับงานกิจกรรมผ่านการเป็นประธานชมรมสลัม ทำความเข้าใจ เรียนรู้ และให้การช่วยเหลือกลุ่มคนชายขอบ ผู้ที่อาจตกหล่นจากระยะสายตาของสังคม

จบพยาบาล และใช้เวลาต่อจากนั้น 2 ปี ทำงานพยาบาลวิชาชีพในหอสังเกตอาการผู้ป่วยและแผนกฉุกเฉิน (ER) ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล เธอรู้สึกว่าความฝันและเรี่ยวแรงที่มีกับระบบสาธารณสุขที่อยู่ตรงหน้าไม่สัมพันธ์กัน การถอยเพื่อเริ่มต้นจึงเกิดขึ้น

“หลายคนมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาตรวจในโรงพยาบาลใหญ่ แต่ต้องมารอหนึ่งวันเพื่อทำบัตร อีกวันเพื่อรอตรวจ บางคนใช้เวลาสองถึงสามวันกว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญ สิ่งนี้สะท้อนว่า ระบบไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่มารับบริการเขาเป็นใคร เขาทุกข์ยากยังไง หรือจะช่วยให้เขาเข้าถึงบริการโดยที่มองเห็นเขาเห็นคนได้อย่างไร

“เราเจ็บปวดกับการที่เราพยายามจะทำอะไรดีๆ หลายคนก็จะมองว่า ไอ้นี่มันจบใหม่ ไฟแรง แต่เราก็รู้สึกว่า แล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องทำไหม เราเจ็บปวดกับการที่ทุกคนคิดเหมือนกับว่า มันก็เป็นของมันอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวสักพักเธอจะเข้าใจ ยิ่งเราปักหมุดมาตั้งแต่ต้นว่าอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อที่จะช่วยสังคม ก็เลยรู้สึกว่า ทำไมเราทำอะไรได้น้อยจังเลย”

สุ้ย – วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death  และผู้ก่อตั้งกลุ่มขอนแก่นนิวสปิริต

การเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน

สุ้ย – วรรณา ลาออกจากการเป็นพยาบาล เลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม งานวิจัยนี้เองที่พาเธอเดินทางไปพบกับงานสาธารณสุขที่มีมิติด้านสังคมอย่างเข้มข้น ผลงานวิจัยด้านระบบประกันสุขภาพ ผู้ป่วยเอดส์ การค้าประเวณีในเขตลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งอนามัยเจริญพันธุ์ในสตรีที่เป็นแรงงานข้ามชาติ การข้องแวะกับประเด็นเหล่านี้อย่างลึกซึ้งยิ่งทำให้เธอเห็นว่า ลำพังการรักษาพยาบาลด้วยการจ่ายยา หาหมอ รอเรียกชื่อนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

“ตอนอยู่ในโรงพยาบาล เราจะหงุดหงิดมากเลยเวลาที่ได้ยินว่าคนไข้ไม่กินยา หรือไปรดน้ำมนต์ ไปกินสมุนไพร ไปหาพระ เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

“แต่พอเรามาเรียนทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เราใช้แว่นของชาวบ้านมองระบบสังคมและวัฒนธรรม เราพบว่าหลายครั้งเขาไม่ได้ว่างเปล่า ไม่ได้ไม่รู้ประสา แต่เขามีประสบการณ์ที่สั่งสมมา เขารู้ว่าควรจะดูแลตัวเองแบบไหน การคลอดลูก การอยู่ไฟ การเลี้ยงลูก ด้วยศักยภาพของวัฒนธรรมสุขภาพแบบชาวบ้าน

“ทุกวันนี้เปลี่ยนไป เริ่มมีคนกลับมาศึกษามากขึ้น อย่างเช่นที่ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ก็เริ่มสนใจว่ารำผีฟ้าช่วยชาวบ้านยังไง การละเล่นพื้นบ้านบางอย่าง พิธีกรรมบางอย่าง เป็นส่วนหนึ่งของวิถีสุขภาพที่มีคุณค่า คนกลับมาให้ความสำคัญ แม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย ไม่ใช่เป็นกระแสหลักก็ตาม”

จากนักวิจัย ปี 2544 สุ้ย-วรรณา ขยับบทบาทไปทำงานด้านกระบวนการ เกาะประเด็นการศึกษา การเรียนรู้นอกห้องเรียน ระหว่างที่งานต่างๆ กำลังเข้าข้อ อยู่ๆ พ่อก็ต้องมาต่อสู้กับโรคมะเร็ง

มันเป็นความทุกข์ประเภทหนึ่ง การทำได้เพียงนั่งเฝ้าแล้วนับถอยหลังโดยไม่ทราบตัวเลขเริ่มต้น และจำนวนนับสุดท้ายว่าจะหยุดลงวินาทีใด

“มันเหมือนกับที่เราเรียนรู้มาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล หรืออะไรก็ตามที พอถึงที่สุดแล้ว ความรู้พวกนี้ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ตอนที่พ่อเป็นมะเร็งแล้วอยู่ที่บ้าน เราก็เลือกที่จะรักษาที่บ้านเพราะพ่อประสงค์แบบนั้น แต่เราพบว่าเราทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ แม้ตอนที่เรียนพยาบาลเขาก็สอนให้เราช่วยชีวิต แต่สำหรับคนที่กำลังจะตาย เราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้เขาไม่ทรมาน

“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราลดความอหังการเยอะเลยนะ แต่ก่อนเรารู้สึกว่า เราเป็นนักวิชาการ อีโก้มันเยอะ ไปเวทีโน้นเวทีนี้ ก็วิพากษ์วิจารณ์เขาด้วยความมั่นอกมั่นใจ เรารู้สึกตัวตนเรามันใหญ่ ไม่ค่อยเห็นหัวคนอื่นเท่าไหร่ แต่พอมาเจอเหตุการณ์ที่พ่อป่วยนี่แหละ มันมีความรู้สึกว่า ที่เรียนมาใช้อะไรไม่ได้สักอย่าง มันเห็นเลยว่า ในโลกนี้มีองค์ความรู้อีกเยอะเลยนะที่เรายังไม่รู้”

การเผชิญหน้ากับความตาย นอกจากช่วยลดความลำพองของตัวตนแล้ว ยังปลูกสร้างหน้างานใหม่เข้ามาในชีวิต ผ่านการทำกระบวนการ ‘เผชิญความตายอย่างสงบ’ ด้วยชุดเครื่องมือสำคัญคือ หนึ่ง การทำให้ฉากสุดท้ายของแต่ละชีวิตได้ทำตามใจปรารถนา สอง ได้กระชับความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว สาม สั่งเสียเขียนพินัยกรรม หรือกำหนดเจตจำนงอย่างแน่ชัดก่อนจากไป และ สี่ คือการเลือกได้ว่าจะจากไปอย่างไร ต้องการให้แพทย์ยื้อลมหายใจสุดท้ายไว้หรือไม่

กระบวนการนี้ถูกถ่ายทอด และถักทอผู้คนมากมายให้รู้จักมรณานุสติ สิ่งที่ควรจะเรียบง่ายทว่ายากที่สุดประการหนึ่งในชีวิต สุ้ย-วรรณา เริ่มบทบาทกระบวนการนี้ร่วมกับเครือข่ายพุทธวิกา โดย พระไพศาล วิสาโล ตั้งแต่ 2549 ถึงวินาทีปัจจุบัน

ในวัย 54 ปี ผ่านร้อนก็มาก ผ่านหนาวก็เยอะ ประสบพบเจอทั้งห่าฝน ถนนโคลน และกัลยาณมิตรรายทาง หากถามว่าเธอนิยามตนเองว่าเป็นใครกันแน่ คำตอบอันแสนสั้นทว่าหนักแน่นยิ่งนักคือ “เราเป็นแอคติวิสต์ เราอยากเปลี่ยนแปลงสังคม”

รักนะขอนแก่น

งานพาให้ชีพจรลงเท้า การเดินทางเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก จากเมืองใหญ่ถึงชายขอบ เคยดูหนังเรื่อง Forrest Gump ไหม อยู่ดีๆ ทอม แฮงส์ ก็หยุดวิ่ง แน่ล่ะ อาจไม่ถึงขั้นอธิบายเหตุผลไม่ได้เช่นในภาพยนตร์ แต่วาบของความคิด วรรณา จารุสมบูรณ์ พึมพำกับตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงหลักปักฐานเสียที

แม้จะเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่หากต้องเลือกว่าบ้านหลังสุดท้ายควรเป็นที่ใด เธอหันขวับไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เหตุผลก็คือ ความชื่นชอบในวิถีชีวิตแบบอีสาน กระนั้นหากต้องตีวงให้แคบกว่าเดิม เธอมุ่งหน้าไปที่จังหวัดขอนแก่น เพราะอย่างน้อยที่สุด เมืองหมอแคนยังเอื้อให้เธอทำงานในบทบาทอื่นได้สะดวก ขณะเดียวกันก็มีโอกาสให้หายใจในแบบที่ตัวเองต้องการ

“เราก็รู้สึกว่าขอนแก่นก็เป็นเมืองที่ดี แล้วก็มีผังเมืองที่โอเคมากๆ การคมนาคมก็สะดวก แล้วถ้าเกิดว่าเรายังต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ – ขอนแก่น ก็มีตัวเลือกเยอะ ทั้งรถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน ก็เลยรู้สึกว่าขอนแก่นก็เป็นเมืองที่ใช้ได้

“สองปีแรกเป็นช่วงปรับตัวที่เราค่อยๆ เอาชีวิตมาอยู่ที่นี่มากขึ้น ช่วงแรกก็ยังยากอยู่ เพราะยังไม่รู้จักใครด้วย พออยู่ได้สักปีที่สาม เรารู้สึกว่าเริ่มหยั่งรากลงในผืนดินที่ขอนแก่นได้มากขึ้น รู้สึกถึงความเป็นบ้าน เริ่มเห็นโอกาสที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่น พอข้างในเราลงตัว ก็เริ่มรู้สึกว่า จะอยู่ที่นี่แล้วเป็นประโยชน์กับเมืองขอนแก่นได้ยังไง”

ผญาภาษิตบทหนึ่งของคนอีสานที่คนรุ่นปู่ย่าตายายว่าตามกันมา คือ “ใจประสงค์สร้าง กลางดงกะว่าท่ง ใจขี้ค้าน กลางบ้านกะว่าดง” แปลตรงๆ ว่า หากคิดจะสร้าง แม้ที่รกชัฏปานใดก็เห็นเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง แต่หากเกียจคร้านสันหลังยาว แม้กลางบ้านกลางเมืองก็ไพล่คิดว่าที่เห็นคือพงไพร แต่สำหรับความหมายลึกๆ ของถ้อยคำคือ หากคิดจะทำเสียอย่าง แม้มีข้อจำกัดมากมายก็ไม่อาจเอาอะไรมาขวางได้ 

ลูกไทยเชื้อสายจีนน่าจะเหมาะกับผญาอีสานบทนี้

ขอนแก่นนิวสปิริต

ต้นทุนของขอนแก่นก็คือการเป็นเมืองที่มีศักยภาพที่จะเติบโต และมีความเป็นไปได้แทบทุกมิติ เมืองที่มีสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภาคอีสาน มีผู้ประกอบการแทบทุกขนาด ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ และที่สำคัญคือ มีคนเก่งๆ มากมายที่ สุ้ย-วรรณา เห็นว่า หากนำความสามารถและความฝันของแต่ละคนมาแบ่งปันกัน ขอนแก่นนับจากนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

“โชคดีว่า อาจารย์อนุชาติ พวงสำลี ซึ่งอยู่คณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ก็บอกว่ามันมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งนะ ไม่เยอะหรอก อยากจะทำอะไร เราก็บอกว่า เราอยากจะลอง mapping คนในเมืองขอนแก่น ที่เรารู้สึกว่าเป็นคนรุ่นใหม่และอยากทำอะไรดีๆ ให้เมือง เราอยากหาแพลตฟอร์มสักอย่างที่รวมคนรุ่นใหม่เข้ามาได้มากขึ้น”

แพลตฟอร์มที่ว่ากลายเป็น ‘ขอนแก่นนิวสปิริต’ โครงการเล็กๆ ที่ใช้เครื่องมือเครือข่ายและกระบวนการพูดคุย ดึงคนกลุ่มต่างๆ มาล้อมวงผ่านสถานที่อย่างง่าย ร่มไม้ ลานกว้าง ร้านกาแฟ หรืออาจเป็นห้องสี่เหลี่ยมสักแห่ง

ในวงล้อมแห่งนั้นมีคนจากแทบทุกกลุ่มอาชีพที่มาพบกันด้วยเจตนาดี โดยไม่มีสภาพบังคับว่า ผลของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติทุกครั้ง – คุยเพื่อคุยอย่างเดียวก็ได้

แน่นอน หากพูดแล้วทำได้ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ

“ตอนที่เรา mapping มันก็เห็นโอกาสอยู่ หลายคนก็จะรู้สึกดี ทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้นด้วย ก็เลยเป็นเหตุให้เรานัดมาเจอกันสักครั้งหนึ่ง เป็นวงแรกเลยที่เจอกัน ก็เกิดเป็น ‘ขอนแก่นนิวสปิริต’ เป็นสองวันที่มารู้จักกัน แล้วให้แต่ละคนได้ connect กัน มันเหมือนกับว่า ลึกๆ เขาอยากทำอะไร เป็นสองวันที่สนุกสนานมาก เราได้เพื่อนเยอะเลย แล้วทุกคนก็จะดีใจ เวลามาประชุมทีไร ทุกคนจะถูกคาดหวังว่า พอมาเป็นเครือข่ายกัน มันจะมาด้วยงาน มาด้วยภาระบางอย่าง ก็ไม่อยากจะเป็นเครือข่าย เพราะว่าทุกวันนี้งานเยอะอยู่แล้ว แต่พอมาอยู่วงขอนแก่นนิวสปิริต มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้คาดหวังจากกัน เราแค่อยากช่วยให้แต่ละคนได้ทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงมากกว่า 

“เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่วงที่มาคาดหวัง หรือวงที่มาเรียกร้องอะไรจากคุณ แต่กลายเป็นวงที่บอกมาสิว่าเราสามารถช่วยอะไรคุณได้บ้าง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการช่วยกันเอง ไม่ใช่เราช่วยนะ เขาช่วยกันเอง การที่เขาได้เจอกัน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว เขามีเพื่อนร่วมทาง แล้วบางไอเดียที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ พอมีคนที่มาช่วยดัน ก็ทำได้ วันนั้นเป็นครั้งแรกเลยที่มาเจอกันแล้วพบว่ามีความหวัง เป็นไปได้นี่นา แล้วทุกคนก็มีความสุขที่เรามาเจอกันแบบนี้

“สิ่งหนึ่งที่ตัวแพลตฟอร์มขอนแก่นนิวสปิริตทำคือ หาวิธีให้มีไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานเพื่อสังคม เราก็จะมีเวิร์คช็อปที่เอาเรื่อง design thinking เข้ามา เอาเรื่อง social enterprise เข้ามา เอาแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารสาธารณะ ทำยังไงให้มัน story telling ได้ เราจะต้องสื่อสารยังไงในโลกที่มีโซเชียลมีเดียเข้ามา พยายามจะเอาองค์ความรู้ เอาเครื่องมือเข้ามาในกลุ่มด้วย ซึ่งใครอยากเรียนก็เรียนนะ ไม่บังคับ ใครสนใจก็มาเรียนได้”

หลวมๆ แต่แนบแน่น

บันทึกกิจกรรมครั้งตั้งไข่เครือข่ายเมื่อเดือนกันยายน ปี 2561 อธิบายจุดเริ่มต้นที่ สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์ ลงมือทำกับการ mapping คนกลุ่มต่างๆ มาพบหน้า แม้โครงการขอนแก่นนิวสปิริตจะหยั่งรากลงไม่นาน แต่ดอกผลของมันคือความหวังที่จับต้องได้

ศักดิ์ชัย ไชยเนตร มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ (AIDSnet) บอกว่า นี่คือการรวมกลุ่มคนทำงานที่มีคุณภาพ แต่ละคนที่ได้พบกันมาพร้อมต้นทุนของคนทำงานที่ปรารถนาดีต่อขอนแก่นทั้งนั้น

หากเปรียบขอนแก่นนิวสปิริตเป็นใครสักคน สัญญา มัครินทร์ ครูโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จังหวัดขอนแก่น บอกว่า เขาเหมือนน้าคนหนึ่ง แม้ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่เป็นญาติที่คอยดูแล ประคับประคอง คอยหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ และญาติคนนั้นก็ไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน

สัญญา มัครินทร์ ครูโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จังหวัดขอนแก่น

แคล้ว มนตรีศรี ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน กล่าวว่า เขารู้สึกว่าตนเองได้เครื่องมือใหม่ๆ ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ การได้เห็นว่ามีคนอื่นๆ อีกมากที่กำลังทำงานเพื่อสังคมเช่นเดียวกันกับตน

“ขอนแก่นไม่ได้มีแค่เราที่ทำงานในประเด็นลักษณะนี้ ประเด็นเรื่องสังคม ชุมชน มีเพื่อนๆ ที่มาอยู่ในกลุ่มขอนแก่นนิวสปิริตเยอะแยะมากมายที่กำลังทำอยู่ ทำจนรู้สึกว่าทุกคนเป็นห่วงเมืองขอนแก่น นี่คือสิ่งที่เราได้เห็น”

ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน ซึ่งขลุกอยู่ในจังหวัดขอนแก่นอีกคนอย่าง เบญจมาศ ชุมตรีนอก ก็เห็นเช่นกันว่า บรรยากาศของขอนแก่นนิวสปิริตในวันเริ่มต้นนั้นแม้จะเกาะเกี่ยวกันแบบหลวมๆ แต่เมื่อถึงจังหวะที่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ความหลวมในขั้นต้นก็กลายเป็นความแน่นเหนียว มีการหยิบยื่นเครื่องมือและเรี่ยวแรงให้แก่กันอยู่เสมอ

บททดสอบที่ชื่อว่าโควิด

นอกจากความตายของพ่อ สิ่งหนึ่งที่ช่วยลดอัตตาของตนเองก็คือสถานการณ์วิกฤติทางสังคม และการเกิดโรคระบาดโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้ สุ้ย-วรรณา เห็นว่า ลำพังการทำงานตัวคนเดียวแบกโลกนี้ไว้ไม่ได้

“ในการที่จะทำให้สังคมไปรอด เราเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้งว่า ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์ บางครั้งไม่ใช่เราที่จะต้องเป็นคนเคลื่อน ใครที่ทำหน้าที่นี้ได้ดี เราก็มีหน้าที่เชียร์ สนับสนุนหรือส่งเสริม หรือหาทรัพยากรมาเติม มันมาจากมุมนั้นอยู่แล้ว ยิ่งในโลกทุกวันนี้หลังจากโควิดเป็นต้นไป ประเด็นนี้จะชัดมากขึ้น หลายอย่างที่เราเคยควบคุมได้ เราจะคุมไม่ได้อีกต่อไป 

“แล้วเรื่องของหน้างานมันจะมีปัญหาจุกจิกเต็มไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเราต้องการผู้นำร่วม ผู้นำร่วมในแง่ที่ว่าเราให้เกียรติ เราเคารพความหลากหลายของผู้คน ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีความแตกต่างทั้งในเรื่องของสถานะ การศึกษา เศรษฐกิจ หรือว่าการเข้าถึงทรัพยากร แต่เราสามารถที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นข่ายใยที่จะเกื้อหนุนกันได้”

ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม การเชื่อมคนเพื่อขอนแก่นที่ดีกว่านำมาสู่การพบกลุ่มคนใหม่ๆ ที่เริ่มถูกขีดเส้นใยในสถานการณ์โควิด-19 

เดือนพฤษภาคม 2563 ณ มุมหนึ่งของเมืองขอนแก่น สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์ได้พบกับ กอล์ฟ – จงกล ธารา เกษตรกรและคณะกรรมการตลาดสีเขียวขอนแก่น Green Market ที่ทลายข้อจำกัดของการเข้าถึงอาหารที่ดีแม้มีโรคระบาด ด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า ‘ผักกล่อง’ ส่งผักปลอดภัยกระจายไปถึงบ้านผู้บริโภค

กอล์ฟ – จงกล ธารา เกษตรกรและคณะกรรมการตลาดสีเขียวขอนแก่น Green Market

“ช่วงนั้นเราพบว่าพี่น้องกังวลใจเรื่องโรคระบาด สมาชิกไม่กล้ามาขายของ สมาชิกตลาดสีเขียวกว่า 70 แผง จากผู้ผลิตพืชผักกว่า 400 ครัวเรือนต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

“เราไม่เก่งเรื่องแอพพลิเคชั่นเลย แต่ก็มีน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่เก่งเรื่องนี้เข้ามาช่วยเรื่องการตลาด เรื่องเทคโนโลยี มีน้องนักศึกษา หรือมีครูมาช่วยกัน มันเป็นเรื่องที่ดีมาก ทุกคนเห็นปัญหาแล้วช่วยกัน แล้วดูว่าตัวเองมีศักยภาพอะไรที่ช่วยได้”

ที่ดินแปลงเล็กๆ กลางเมืองขอนแก่น มีทั้งบ้าน และพืชผักนานาชนิดปลูกไว้รายรอบ บ่ายวันนั้น จงกล ธารา เล่าที่มาของผักกล่องเดลิเวอรี ส่วน วรรณา จารุสมบูรณ์กล่าวว่า บทบาทของตนไม่มีอะไรมาก นอกจากหนุนเสริมผ่านการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ

“เราไม่ได้ทำอะไรเยอะ เพียงช่วยประชาสัมพันธ์ ช่วยบอก ส่งต่อ ทำให้คนรู้สึกว่า อันนี้ไม่ใช่แค่กล่องผัก มันคือโอกาสที่เราจะช่วยเกษตรกรให้เขารอดไปพร้อมกับเราด้วย”

ลัดเลาะไปตามซอกเมือง ที่ดิน 3 ไร่มีบ้านหลังใหญ่อยู่ตรงนั้น การออกแบบที่ดูทันสมัย ก่อฉาบด้วยปูนเปลือย เป็นบ้านที่เน้นให้มีที่ว่างเพื่อทำกิจกรรม มีลมโกรกผ่านช่องประตูหน้าต่างและทางเดิน ‘บ้านโฮมแสนสุข’ ดูไม่เหมือนภาพทรงจำเก่าเก็บของเราสักนิดว่านี่คือศูนย์พักของคนไร้บ้าน

ที่นี่เพิ่งเปิดใช้งานเมื่อกลางเดือนมกราคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดวิกฤติโควิด-19 พอดี

ณัฐ – ณัฐวุฒิ​ กรมภักดี​ ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน (Friends of the Homeless) กล่าวว่า ในช่วงโควิดมีหลายคนหลุดมาเป็นคนไร้บ้านเพราะเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย แม้ราคาที่ถูกที่สุดในเมืองขอนแก่น หลายคนตกงาน ถูกเลิกจ้าง การเกิดขึ้นของบ้านโฮมแสนสุข จึงเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ให้กับคนทุกข์ยากได้นอนหลับเต็มตื่น

“จากสถานการณ์โควิด พอไม่มีระบบดูแลที่ดี เขาหลุดมาเป็นคนไร้บ้านเลย เขาไม่สามารถไปเช่าห้องแม้แต่ราคาเดือนละ 1,000-1,500 บาทได้ ฉะนั้นเวลาเกิดภาวะวิกฤติหรือสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ เราจะพบว่า จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น มันสะท้อนถึงระบบความเหลื่อมล้ำ รายได้ของผู้คนไม่ดีพอ พวกเขาแทบไม่มีที่อยู่ คนจนในเมืองแทบเข้าไม่ถึงอาหาร 3 มื้อ เข้าไม่ถึงทรัพยากรต่างๆ ในช่วงวิกฤติ

ณัฐ – ณัฐวุฒิ​ กรมภักดี​ ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน (Friends of the Homeless)

“เราได้รับคำชวนจากพี่สุ้ย ซึ่งทำกลุ่มๆ หนึ่งที่ชื่อว่า ขอนแก่นนิวสปิริต ผมว่าพื้นที่แบบนี้ทำให้เราได้เจอคนหลายกลุ่ม เช่น ผมทำงานเป็นนักกิจกรรมทางสังคม แต่ผมไม่มีวิธีคิดเรื่องของการหารายได้ให้คนเปราะบางเลย ผมก็เอาไอเดียนี้ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่เขาเป็นนักธุรกิจที่เขาคิดมาร์เก็ตติ้ง คิดแบรนด์ต่างๆ เก่ง เราก็เอาวิธีคิดเขามาสร้างรายได้ให้คนไร้บ้าน คนไร้บ้านเขาก็ทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของเครือข่ายในจังหวัดขอนแก่นนิวสปิริต หรือแม้แต่การเชื่อมโยงการสื่อสาร และการส่งเสียง 

“เรื่องนี้สำคัญ การส่งเสียงของคนระดับล่างให้ดังขึ้น ต้องอาศัยเครือข่ายที่หลากหลาย เวลาคนไร้บ้านหรือคนจนเมืองต้องการส่งเสียงเรื่องราวของเขาเรื่องหนึ่งนั้น สภาพปัญหาและข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารมันทำให้เขาไม่สามารถส่งเสียงได้ดังพอ ฉะนั้นเครือข่าย เพื่อนที่เก่งเรื่องการสื่อสารในเครือข่ายขอนแก่นนิวสปิริตก็ช่วยผลิตสื่อ ช่วยส่งสาร ช่วยส่งเสียงตรงนี้ให้ดังขึ้นได้”

ขณะที่ สุ้ย-วรรณา อธิบายกระบวนการที่ร่วมกันทำงานเรื่องคนไร้บ้านว่า มันเหมือนการนำความฝันของผู้คนที่กระจัดกระจายมาเรียงต่อเป็นภาพเดียวกัน

“เริ่มเข้ามาต่อจิ๊กซอว์ อย่างเช่นที่เขาไปสำรวจจากคนไร้บ้านว่าถ้ามีศูนย์พักพิงแบบนี้ คนไร้บ้านคิดยังไง ก็มีอาจารย์ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่สอนนักศึกษา สอนเรื่องละคร เขาพบว่าเด็กรุ่นใหม่มีประสบการณ์ชีวิตน้อย เวลาเล่นละครแล้วไม่อิน ก็เลยอยากจะทำยังไงให้นักศึกษาได้ไปเห็นชีวิตจริงของชาวบ้านบ้าง ก็เลยเกิดการ matching กัน 

“นักศึกษาก็ไปรวมกลุ่มกับคนทำงานเรื่องคนไร้บ้าน ไปสำรวจ ไปคุย แล้วก็เติมเต็มซึ่งกันและกัน มันได้ประโยชน์ทั้งคู่ แล้วคนไร้บ้านเขาก็แฮปปี้ เพราะว่าพอนักศึกษามา ก็มาช่วยสร้างบรรยากาศ มีสันทนาการ ชวนให้บรรยากาศผ่อนคลาย มันต่อจิ๊กซอว์กันเองโดยที่เราไม่ได้เข้าไปจัดการมากนัก แค่ให้เขาได้เชื่อมกัน ให้เห็นว่า จริงๆ เรามีทรัพยากรอะไรบ้างที่จะหนุนกันได้”

ผู้นำที่คอยตามเชียร์

ถึงวรรคหนึ่งของการสนทนา เราถาม สุ้ย-วรรณา ว่ากำหนดบทบาทของตนเองไว้อย่างไร เธอตอบว่า งานสำคัญที่ยังต้องทำอยู่คือการเป็นตัวกลางระหว่างคนหลากหลายกลุ่ม ที่เหลือก็เป็นเพียงกองเชียร์ให้คนอื่นๆ กลายเป็นผู้เล่นในสนามเท่านั้นเอง

“เราเริ่มถอยมาเป็นเบื้องหลังมากขึ้น เช่น เป็นคนที่เข้าไปเจรจากับหน่วยงาน เป็นครูใหญ่จัดตารางสอนแทนที่จะไปสอนเอง เราก็ถอยออกมาจากที่เราต้องไปเป็นคนอยู่ข้างหน้า ก็มาทำงานธุรการ ตามซื้อของ จัดหา อะไรอย่างนี้ รู้สึกว่าเป็นอีกบทบาทหนึ่งซึ่งคนไม่ค่อยทำ หรืออาจจะลงตัวกับวัย ประสบการณ์ แล้วช่วงชีวิตของเราก็ได้ 

“เรารู้สึกว่ามาถึงจุดหนึ่งที่ทรัพยากรในมือเรามีมากพอที่จะทำแบบนี้ได้ ในขณะที่คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ เขายังต้องการพื้นที่ที่เขาได้ท้าทาย ได้แสดงออก เป็นพื้นที่ที่เขาได้เปล่งประกาย เพราะฉะนั้นเขาก็ควรจะไปอยู่ตรงนั้น แต่พี่รู้สึกว่าเราเป็นกองเชียร์ เป็นเจ๊ดัน เป็นแรงงานแบกหาม อันนี้ทำได้”

ส่วนผู้นำแห่งวันพรุ่งนี้ในความหมายของสมาชิกครอบครัวเมืองขอนแก่นเช่นเธอนั้น คือใครสักคนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร และผู้อื่นได้ประโยชน์อย่างไรบ้างจากการลงแรงนั้นๆ

“ผู้นำแห่งอนาคตสำหรับเราก็คือ เป็นผู้นำที่ต้องตระหนักรู้ในตัวเอง รู้ว่าเราเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์กับเราแล้วเป็นประโยชน์กับคนอื่นยังไงบ้าง อันนี้สำคัญ ถ้าเราทำงานโดยที่เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีความหมายกับเรายังไง สักวันหนึ่งเราจะหมดพลัง เราจะหมดแรง แล้วก็อาจจะก่นด่าว่าไม่เห็นมีใครมาช่วยเราเลย แต่ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นใคร แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งนั้นมีคุณค่ากับเรายังไง มันจะไม่หมดแรงง่ายๆ พลังไม่มีวันหมด เพราะจะถูกเติมอยู่เรื่อยๆ 

“แล้วยิ่งตอนนี้ที่เรากำลังถูกท้าทายจากโรคระบาด เราต้องการผู้นำที่ข้างในต้องหนักแน่น ในขณะที่ข้างนอกกลับต้องยืดหยุ่นมากๆ ถึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมได้”

 , , , ,