การศึกษาในอนาคตกับโลกที่หมุนไวขึ้น 20 เท่า อาชีพไม่ถาวรเเละเด็กที่ต้องเก่งขึ้นสองเท่า

การศึกษาในอนาคต ในวันที่การแพร่ระบาดของโรคทวีความรุนแรง วิถีชีวิตของผู้คนต่างต้องปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขรายวัน โจทย์ของสังคมและการศึกษาที่ยังแก้ไม่ตกมายาวนาน กำลังถูกถมทับด้วยโจทย์ใหม่ ๆ ที่มี COVID-19 และวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามาเร่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชวนเราทบทวนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของสังคมโลก ตลอดจนมองย้อนมองสังคมไทย ภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่เราต้องร่วมกันแก้ปัญหา 

เริ่มต้นจากช่วงเวลาก่อนที่โรคระบาดโควิดจะมาเยือน โลกของเรากำลังเผชิญกับความท้าทายจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่รุดหน้า โดยนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างดัชนีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตขึ้นมา นับแต่ราว 600 ปีก่อน (ประมาณ ค.ศ. 1,400) เมื่อครั้งที่โลกยังไม่รู้จัก ‘แท่นพิมพ์ (Printing press)’ การจะสร้างความรู้ในแต่ละครั้งจึงต้องใช้แรงกายของมนุษย์ในการคัดลอกหนังสือทีละเล่ม นั่นหมายความว่าความรู้มีราคาแพงและจำกัดอยู่ในวงแคบ จนกระทั่งเมื่อราวปี ค.ศ. 1440 มนุษย์สามารถสร้างแท่นพิมพ์ได้สำเร็จ ความรู้จึงราคาถูกลงและแพร่หลายมากขึ้น วิทยาการต่างๆ จึงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสามารถสร้างกล้องส่องทางไกล เครื่องจักร โทรศัพท์ ตลอดจนส่งมนุษย์ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ใช้เวลาถึง 600 ปี กว่าที่วิถีชีวิตมนุษย์จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

 

“มีการประมาณการณ์ไว้ว่า ช่วงประมาณปี 2000-2040 โลกจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออีกรอบ นั่นหมายความว่า กระบวนการที่เปลี่ยนแปลงสังคมที่เคยใช้เวลาประมาณ 600 ปีในการก่อตัว มันจะถูกย่นลงมาให้เหลือแค่ 30 ปี ราวกับโลกหมุนเร็วขึ้น 20 เท่า ซึ่งตอนนี้เรามาได้ครึ่งทางแล้ว” 

เมื่อโลกหมุนด้วยเทคโนโลยีและพลังของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ตามมาคือ ‘อาชีพ’ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เช่นว่า  เมื่อโลกมีแท่นพิมพ์ พนักงานคัดลอกหนังสือจึงตกงาน หรือเมื่อเรามีโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เราจึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนคอยขี่ม้าส่งจดหมายอีกต่อไป 

นี่คือธรรมชาติของโลกที่กำลังหมุนด้วยเทคโนโลยี ทว่าที่ผ่านมา การศึกษาถูกออกแบบราวกับว่า เด็กคนหนึ่งจะเรียนจบและทำงานเดิมไปตลอดชีวิต 

“โจทย์ตั้งแต่ก่อนโควิดคือ เด็กคนหนึ่งหากโชคดี เขาจะตกงาน  3 รอบในช่วงชีวิตของเขา หรือทุก ๆ 10-15 ปี ตกงานนะครับ ไม่ใช่เปลี่ยนงาน”

 

ในอนาคต 20 ปี เด็กไทยต้องเก่งกว่าพ่อแม่ถึง 2 เท่า

 

ดร. เกียรติอนันต์ ได้ชวนขบคิดผ่านข้อมูลโครงสร้างประชากรแต่ละจังหวัด โดยเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลปี 2019 และ ปี 2039  พบว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คนวัยทำงานมีจำนวนน้อยลง และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีจำนวนน้อยลง

 

“หากเราอยากจะให้จังหวัดตากในอีก 20 ปีข้างหน้า มีสภาพชีวิต เศรษฐกิจ และกินดีอยู่ดีเหมือนปัจจุบัน หมายความว่า เด็กที่เกิดวันนี้เขาจะต้องเลี้ยงดูคนอีกหนึ่งคนกว่า ๆ เขาจะต้องเก่งขึ้นมากกว่าเรา 2 เท่า แล้วเราจะฝึกเขาผ่านระบบการศึกษาอย่างไรให้เขาเก่งขึ้นเพื่อประคองจังหวัดไปให้ได้” 

 

จากแกนโครงสร้างประชากรรายจังหวัด อาจกล่าวได้ว่า โลกในอีกยี่สิบปีข้างหน้ากำลังเรียกร้องให้เด็กในวันนี้มีความสามารถมากขึ้นสองเท่า ทำงานหนักขึ้นสองเท่าเพื่อแบกรับชุมชนและจังหวัดให้อยู่รอด นั่นหมายความว่า การศึกษาอันเป็นพื้นที่บ่มเพาะศักยภาพของผู้เรียนในวันนี้ ไม่ตอบโจทย์วันข้างหน้าอีกต่อไปแล้ว 

 

มากกว่านั้น World Economic Forum ได้จัดลำดับประเทศที่มีแรงงานฝีมือและพร้อมที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 พบว่า ประชากรที่ผลิตจากระบบการศึกษาอย่างประเทศ สิงคโปร์ เยอรมันนี ฟินแลนด์ มีศักยภาพในการผลิตแรงงานที่มีทักษะในสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของประชากร ขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตประชากรที่มีทักษะตอบโจทย์กับยุค 4.0 ได้เพียง 14.4 เปอร์เซ็นต์​ เท่านั้น ซึ่งในระยะยาว ตัวเลขนี้กำลังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และรายได้ รวมถึงการผลักเด็กออกจากจังหวัดหรือชุมชนของตนเพื่อโยกย้ายไปทำงานในพื้นที่ที่เจริญกว่า 

 

ทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต

การสำรวจของ World Economic Forum  ก่อนปี 2015 พบว่า ทักษะ 10 ประการที่การศึกษาต้องสร้างเพื่อให้คนประสบความสำเร็จคือ

  1. การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน (complex problem solving) 
  2. การประสานงานกับผู้อื่น (coordinating with others)
  3. การบริหารจัดการคน (people management) 
  4. การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking)
  5. การเจรจาต่อรอง (negotiation)
  6. การควบคุมคุณภาพ (quality control)
  7. การบริการ (service orientation)
  8. การประเมินและตัดสินใจ (judgment and decision making)
  9. การฟัง (active listening)
  10. ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) 

ระบบการศึกษาของประเทศไทยได้นำข้อมูลชุดนี้ออกใช้ในการออกแบบการศึกษานับตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน แต่อีก 5 ปีต่อมา โลกเผชิฐกับโรคระบาด COVID-19 World Economic Forum ได้ทำการสำรวจใหม่อีกครั้ง ก่อนพบว่า บางทักษะที่เคยจำเป็น กำลังจะหายไปถาวรโดย

ทักษะที่จำเป็นในปี 2020 ได้แก่ 

  1. Complex problem solving
  2. Critical thinking
  3. Creativity
  4. People management
  5. Coordinating with others
  6. Emotional intelligence
  7. Judgment and decision making
  8. Service orientation
  9. Negotiation
  10. Cognitive flexibility 

 

 

“สังเกตไหมว่าบางทักษะหายไป Quality control กลายเป็นทักษะที่ไม่สำคัญแล้วเพราะเรามี AI เข้ามาแทนคน Active listening ก็ไม่จำเป็นมากแล้วเพราะเรามีการวิเคราะห์อย่างอื่นเข้ามาใช้แทนได้” 

“ถ้าเราสร้างคนโดยใช้ข้อมูลของปี 2015 คน ๆ นี้เข้า ม.1 แต่เรียนจบ ม.6 ออกไป แปลว่าทักษะสองตัวที่ว่า มีประโยชน์น้อยลงหรือกระทั่งไม่มีประโยชน์เลย เรากำลังสร้างคนผิดฝาผิดตัวแทนที่เขาจะประสบความสำเร็จได้ในโลก

ประเทศไทยบอบช้ำจากการระบาดมายาวนานและยังไม่มีที่ท่าจะสิ้นสุด COVID-19 กลายเป็นสารเร่งการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงาน ด้วยสภาวะเช่นนี้ World Economic Forum  จึงได้ทำการสำรวจและคาดการณ์อีกครั้ง พบว่า ชุดข้อมูลจากปี 2015 และปี 2020 นั้น กำลังถูกโรคระบาดโจมตีกระทั่งว่า ทักษะที่เคยสำคัญอาจใช้การไม่ได้อีกแล้ว นั่นหมายความว่า ระบบการศึกษาทั่วโลกจะต้องสร้างสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘บูรณาการแบบผสม’ 

นั่นเพราะทักษะที่สำคัญในปี 2025 กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม ดังนี้ 

  1. การคิดเชิงวิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรม (analytical thinking and innovation)
  2. การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม และมีกลยุทธ์การเรียนรู้ (active learning and learning strategies)
  3. ความสามารถในการแก้ปัญหาซับซ้อน (complex problem-solving)
  4. การคิดเชิงวิพากษ์และการวิเคราะห์ (critical thinking and analysis)
  5. ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นต้นแบบ (creativity, originality and initiative)
  6. ความเป็นผู้นำ และการมีอิทธิพลต่อสังคม (leadership and social influence)
  7. ความสามารถในการใช้ ควบคุม ดูแลเทคโนโลยี (technology use, monitoring and control)
  8. ความสามารถในการออกแบบเทคโนโลยี และเขียนโปรแกรม (technology design and programing)
  9. การจัดการความเครียด ยืดหยุ่น และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ (resilience, stress tolerance and flexibility)
  10. การให้เหตุผล การแก้ปัญหา และการระดมแนวคิด (reasoning, problem-solving and ideation)

 

ทักษะ 10 ข้อที่เราจำเป็นต้องมีในปี 2025 กลายเป็นโจทย์สำคัญในการเอาตัวรอดหลังวิกฤตโควิด เด็ก ๆ จำเป็นต้องมีดีเอ็นเอของการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งหากครู โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่จัดการศึกษาปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ทันท่วงที เราทุกคนจึงกำลังกลายเป็นผู้ที่ตกขบวน 

“โลกยุคโควิดกำลังเรียกร้องให้มนุษย์ต้องเรียนรู้แบบ active learning ผู้เรียนต้องรู้ตนเองว่า เขาเรียนรู้ได้ดีที่สุดในแบบไหน ซึ่งสิ่งนี้จะโยงสู่รูปแบบของการจัดการศึกษาในพื้นที่ชุมชน ว่าหากเด็ก ๆ ต้องเรียนออนไลน์ด้วยสื่อการเรียนชุดเดียวกันนั้นไม่ใช่ทางที่ดีนัก หากแต่ต้องเป็นสื่อและเทคโนโลนีที่ยืดหยุ่นพอที่จะทำให้เด็กแต่ละคนสามารถเรียนออนไลน์ด้วย learning style ที่เหมาะกับตนเองได้”

 

อาชีพไหนรุ่ง อาชีพไหนร่วงในอนาคต 

‘โตไปจะทำอาชีพอะไร’

ในโลกปัจจุบันและอนาคต คำถามนี้จะไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะข้อค้นพบจากนักวิชาการทั่วโลกกล่าวไปทางเดียวกันที่ว่า

1️⃣ ทุกอาชีพกำลังจะร่วง โลกจะไม่มีอาชีพใดที่ถาวรอีกต่อไป

2️⃣ อย่าจัดการศึกษาโดยเอา ‘อาชีพ’ เป็นตัวตั้ง แต่ต้องจัดารศึกษาเพื่อ ‘ให้เด็กมีงานทำ’ นั่นหมายถึงการสร้างความสามารถในการสร้างอาชีพหรืองานในโลกที่ไม่มีอาชีพที่ถาวร 

ดร. เกียรติอนันต์ มองว่า “หากวันนี้เรามีพลังของธานอสและสามารถดีดนิ้วพื่ออันตธานโรคระบาดให้หายไป ถึงอย่างนั้นเศรษฐกิจในประเทศไทยก็ไม่อาจฟื้นตัวได้ง่าย เพราะประเทศไทยบอบช้ำทางเศรษฐกิจมานานหลายปี”

ธนาคารโลกได้เผยข้อมูลและคาดการณ์ประเทศไทยไว้ 2 แนวทาง คือ หนึ่ง – หากประเทศไทยไม่มีการระบาดระลอก 3-4 เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับไปสู่เส้นทางเดิม บ้านเมืองจะฟื้นตัว ประชาชนจะลืมตาอ้าปากได้ดังเดิม 

และหากมีการระบาดระลอก 3-5 ประเทศไทยจะต้องใช้เวลา 6-8 ปีจึงจะฟื้นตัว นั่นหมายความว่า การศึกษาของเด็กยุคนี้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ครอบครัวต้องต่อสู้ดิ้นรน ความเครียดเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนน้อยลง 

คำถามคือ แล้วประเทศไทยจะออกแบบการศึกษาอย่างไรในสภาวะเช่นนี้

“ในทางเศรษฐศาสตร์​ เวลาที่เรากำลังเจอวิกฤติขนาดใหญ่ ไม่ว่าที่ใดโลก รัฐไม่อาจรับมือได้ดีเท่าชุมชนที่มีความคล่องตัวมากกว่า” ดร. เกียรติอนันต์ทิ้งท้าย 

 

การศึกษาในโลกอนาคตที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

ในการระบาดของโควิดในระลอก 1 และสอง ชุมชนบ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา คือหนึ่งในชุมชนที่รอดพ้นจากการระบาด เนื่องจากเป็นชุมชนทำงานด้านภัยพิบัติมาอย่างต่อเนื่องนับจากบทเรียนสึนามิ เรียกได้ว่ามีแผนรับมือและมีคนทำงานในสถานการณ์วิกฤตและฉุกเฉิน 

ทว่าในการระบาดครั้งล่าสุด บ้านน้ำเค็มปรากฎผู้ติดเชื้อโควิด 2 คน จากคลัสเตอร์ในอำเภอคุระบุรี ไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย และนักจัดการภัยพิบัติชุมชนเล่าว่า สิ่งที่หมู่บ้านน้ำเค็มเริ่มปฏิบัติการเมื่อรับทราบข้อมูลผู้ติดเชื้อ คือการจัดวงพูดคุยขนาดย่อม ประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน เพื่อวางแผนการจัดการโรคระบาดอย่างรวดเร็ว 

จากการประชุมวางแผนในครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่า คนในชุมชนแบ่งเป็น 2 ทีมหลัก ๆ หนึ่ง – เฝ้าระวังป้องกัน สอง – สำรวจความเสี่ยงในชุมชน จากนั้นจึงแบ่งบทบาทของทีมอย่างชัดเจน โดยทีมที่หนึ่งมีหน้าที่ในการตั้งด่านตรวจ เฝ้าระวัง สะกัด คัดกรอง และป้องกันการเคลื่อนย้ายโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อิงตามข้อมูลจากแผนที่ชุมชน

ทีมที่สอง มีหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ที่ติดเชื้อโควิด โดยการทำแผนที่ทำมือเพื่อตีกรอบพื้นที่และกลุ่มเสี่ยงเพื่อจำกัดการเคลื่อนย้าย จากนั้นจึงทำแผนที่เชิงรุกเพื่อสุ่มตรวจในแต่ละบริเวณ และออกแบบแผนป้องกันและแผนรับมือ

ต่อมา หมู่บ้านน้ำเค็มได้สร้างศูนย์กักตัว 2 ที่คือศูนย์กักตัวแรงงานและโรงแรมชุมชน และได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามอำเภอในทันที ในส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการรับมือโรคระบาด ทีมอาสาสมัครในหมู่บ้านจำนวนราว 100 คน ได้จัดตั้งครัวกลางและเป็นพื้นที่ระดมทรัพยากร สิ่งของจำเป็นเพื่อจัดส่งให้ผู้ที่ต้องกักตัวและผู้ยากไร้ ผลที่ได้คือ จำนวนผู้ติดเชื้อไม่ขยายตัวจากการสกัดความเสี่ยงเป็นเวลา 10 วันนับตั้งแต่ปรากฎผู้ติดเชื้อ และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในที่สุด 

ด้านของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางการศึกษา ไมตรีมองว่า “ผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่งไม่รู้ว่าเด็กของตัวเองมีศักยภาพในการเรียนออนไลน์มากน้อยแค่ไหน ส่วนครูก็ไม่มีเทคนิคที่ทำให้การเรียนออนไลน์มีชีวิตชีวา ผมนั่งดูลูกเรียนออนไลน์ เราก็เห็นว่าครูใช้กระบวนการเดิม พูดไปเรื่อยและเร็ว เด็กตามไม่ทัน” จากการสำรวจปัญหาและวิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนในชุมชน นำมาซึ่งแผนปฏิบัติการดังนี้ 

1️⃣ สำรวจเด็กขาดโอกาสทางการศึกษาทั้งหมู่บ้าน พบว่า มีนักเรียน 65 คนที่ได้รับผลกระทบด้านการศึกษา 

2️⃣ เปิดโครงการ ‘บ้านปันเรียน’ โดยการเปิดรับสมัครบ้านครูอาสาออนไลน์ และจัดกลุ่มเด็ก 3-5 คน กระจายไปเรียนร่วมกันตามบ้านปันเรียน 25 หลังในชุมชน

3️⃣ ระดมทุนและการสนับสนุนจากชุมชนเพื่อนนำมาเป็นค่าน้ำ ขนม ค่าไฟ เพื่อไม่ให้โครงการนี้ไปเพิ่มภาระให้กับผู้ที่รับอาสาเปิด ‘บ้านปันเรียน’ ในสถานการณ์ที่วิกฤตทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า

 “ชุมชนไม่อาจรอให้ส่วนกลางหรือหน่วยงานภายนอกเข้ามาจัดการได้ทันคนในชุมชนจึงต้องเริ่มต้นและช่วยเหลือกันก่อน เนื่องจากกระบวนการรัฐมักดำเนินอย่างล่าช้า หัวใจสำคัญก็คือ หากชุมชนไม่ตระหนักถึงปัญหาและสนทนาหาทางแก้ไขร่วมกัน ชุมชนนั้นจะไม่อาจรับมือตอบโต้กับสถานการณ์ได้ทันท่วงที” ไมตรีทิ้งท้าย

 

อ้างอิง

 

        โครงการก่อการครู: ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้ โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ก่อการครู ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ