Book of Shadow เขียนลงไปบนสมุดเงา เพื่อให้เรายอมรับเรื่องแย่ๆ ของตนเองบ้าง

การที่จะรักตัวเองไม่ได้หมายความว่า เรารักแค่ด้านดีของเราเท่านั้น แต่การรักตัวเองเราควรเปิดพื้นที่ที่จะรักทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ไม่ต่างกับการที่เรารักใครสักคน เราพร้อมที่จะรักเขาทั้งด้านดีและไม่ดี กิจกรรมหนึ่งในห้องเรียนแห่งรัก ที่จะทำให้เราได้ทำงานกับตัวเองคือ การทำ Book of Shadow หรือ สมุดเงา

คุณอาจเคยได้ยินมาว่า สมุดเงานี้ใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลเวทย์มนตร์ของพวกแม่มดตามนิทานและเรื่องเล่าในสมัยก่อน หรือเป็นการเขียนไดอารีแบบที่เรามักถูกบังคับให้ทำตอนเด็กๆ  แต่ในห้องเรียนนี้ การเขียน Book of Shadow เป็นการเขียนเกี่ยวกับการทำงานบางอย่างกับตัวเอง เขียนสิ่งที่ติดขัด คำถามที่เราตั้งในใจกับสิ่งรอบข้าง เรื่องราวที่เราทำผิดพลาด สมุดเล่มนี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน แต่ขอให้เขียน ‘เงา’ ของตัวเองที่เป็นภาพสะท้อนจริงๆ ลองให้เสียงความรู้สึกเล็ดรอดออกมาจากภายในของคุณ ไม่ว่ามันจะเป็นเสียงแบบไหนก็ตามลองปล่อยให้มันพาคุณเดินไปอยู่ในจุดที่ความรู้สึกคุณอยากไปลอง ‘คิดให้น้อย’ แต่ ‘รู้สึกให้เยอะ’

การเขียน Book of Shadow สำคัญต่อการเข้าใจตัวตนและการรักตัวเองจริงๆ หรือ

หัวใจของการเขียน Book of Shadow ไม่ใช่การเขียนให้สวยงาม หรือเขียนคำคมลงไป แต่หัวใจหลักคือ การใคร่ครวญกับตัวเอง ทำงานกับตัวเอง มองเห็น และยอมรับมุมมืดที่เราไม่เคยเผยออกมาให้คนอื่นเห็น แม้แต่ตัวเองที่บางครั้งก็ไม่ยอมรับมัน Book of Shadow จะช่วยให้คุณมองเห็นตัวคุณจริงๆ ตัวคุณที่ไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามกรอบของสังคมตลอดเวลา ตัวคุณอีกคนหนึ่งที่ต้องการความรักจากตัวคุณไม่แพ้คนอื่นๆ เลย เมื่อคุณยอมรับตัวตนของคุณได้ คุณจะมองเห็นตัวตน เข้าใจตัวเอง เรียนรู้ที่จะรักและยอมรับตัวคุณอย่างไม่มีเงื่อนไข การยอมรับตัวเองสัมพันธ์กับการให้อภัยตัวเอง มันง่ายมากเลยที่จะให้อภัยคนอื่น แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยตัวเอง

คนจำนวนมากในโลกใบนี้ไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นอย่างไร แต่ครอบครัวบอกให้เป็น จนเราไม่เห็นว่าจริง ๆ เราเป็นคนอย่างไร เวลาเขียน Book of Shadow ที่ดีที่สุดคือ เอาตัวเราไปอยู่ในธรรมชาติ หรือ ที่บ้าน ที่ๆ เป็นของคุณในวันนี้ อาจไม่ใช่ที่ๆ มีเก้าอี้ ลองวิ่งตามเสียงภายในของตัวเอง ให้สภาวะของตัวเองนำพาตัวคุณไปในทิศทางไหนก็ได้

ช่วงชีวิตที่ผ่านมาถ้าพูดถึงด้านมืด คุณคิดว่าคุณมีด้านมืดอะไรบ้างที่ไม่เคยบอกใคร? ลองก้าวข้ามการออกเสียงเพียงด้านสว่างซึ่งเป็นพื้นที่คุ้นชินของเราเราอาจเติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ถ้าหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่คุ้นชินหรือไข่แดง ของเรา ลองพาตัวเองออกไปเผชิญหน้ากับประสบการณ์ที่เป็นเสมือนเงาดำ เพราะเงาคือจุดที่ไม่อยู่ในที่สว่าง ตรงไหนที่แสงสาดส่องมาถึงจะไม่เห็นเงา

เงาจึงคล้ายซอกหลืบที่เรามักหลงลืมสำรวจตรวจสอบมัน แน่นอนว่าการทำแบบนี้เราต้องอาศัยความกล้าหาญมากที่จะยอมรับด้านไม่ดีของตัวเอง ยอมรับที่จะ ‘รัก’ ตัวเองทั้งในด้านที่ดีและไม่ดี

ทำไมการยอมรับด้านแย่ของตัวเองถึงสำคัญ

เพราะด้านแย่นี้ก็คือหนึ่งในสภาวะปกติของมนุษย์เช่นกัน นั่นแสดงว่ามันสามารถเจริญเติบโตได้ซึ่งหากเราละเลยและปล่อยปละให้มันเป็นปกติ มันก็จะดำเนินการเจริญเติบโตอย่างอิสระ

ยกตัวอย่างเช่น การเจริญเติบโตของเด็กได้รับการดูแลที่มากเกินไปตั้งแต่แรกเกิด จนเขาจะไม่สามารถทำบางอย่างด้วยตัวเองอย่างอัตโนมัติ บางครั้งการมีแม่ที่เก่งเกินไป จนไม่ยอมให้ลูกเผชิญกับความยากลำบาก ปกป้องลูกตลอดเวลาจนมากเกินจำเป็น ทำให้เด็กอยู่ในสภาวะปกป้องบ่อยเกินไปจนไม่สามารถออกมาจากสภาวะดังกล่าวได้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเติบโตได้อย่างอิสระ เด็กจำนวนไม่น้อยอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่คนรอบข้างไม่ชื่นชอบนักเมื่ออยู่ในสภาวะปกป้อง

แต่แน่นอนว่า คงไม่มีใครอยากเป็นวายร้าย ทุกคนอยากเป็นที่ยอมรับและอยากถูกมองเห็น อยากถูกรักจากคนรอบข้าง หลายครั้งคุณไม่อยากถูกหัวเราะเยาะ คุณไม่อยากถูกมองเป็นตัวตลก หรือเวลาที่มีคนพูดถึงด้านแย่ๆ ของคุณ คุณมักจะใช้สภาวะปกป้องด้วยการโกรธ เงียบ บางคนปกป้องตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้เลยว่าหัวเราะขึ้นมาทำไม แต่สภาวะปกป้องก็จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเราในบางครั้ง เช่น เวลามีบางสิ่งจะเข้ามาทำร้ายคุณ ร่างกายคุณจะตอบสนองอัตโนมัติเพื่อหลบหลีกอันตรายเหล่านั้น

การโกรธ เงียบ หัวเราะ และร้องไห้ เป็นสภาวะปกป้องที่จำเป็นกับสิ่งมีชีวิตถ้าคุณเข้าใจว่า บางคนจำเป็นต้องโกรธ มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบและสภาวะที่มันต้องมี คุณไม่จำเป็นต้องหัวเราะตลอดเวลา คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนางฟ้าตลอดเวลา ไม่ต้องขนาดนั้น คำว่า 'การกลับมารักตัวเอง' คือการเริ่มเคารพตัวเราเอง เคารพความรู้สึกของตัวเราเอง

การเคารพความรู้สึกของตัวเองอย่างง่ายๆ คือ การรู้สึกอย่างไร ก็พูดสื่อสารหรือแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญคือ คุณต้องไม่หันหลังให้ตัวเอง ไม่หันหลังให้กับความรู้สึกของตัวเอง

การทำ Book of Shadow ก็เป็นการยอมรับสิ่งที่ตัวเราเป็น ยอมรับในความจริงแท้ของตัวเอง ลองกลับมาอ่านสมุดเงาที่สะท้อนคุณภาพของตัวคุณ ลองอ่านออกมาให้คนข้างๆ คุณฟัง ไม่ต้องสนใจว่าคนข้างหน้าคุณจะเข้าใจและตีความอย่างไร เพราะสิ่งสำคัญคือ ตัวเราที่กำลังเผชิญหน้ากับความจริงแท้ภายในใจ ในขณะที่ผู้รับฟัง ก็ขอให้ฟังด้วยหัวใจโดยไม่ต้องเอาตัวเองใส่เข้าไป หน้าที่ของคนรับฟังคือ การเป็นสักขีพยานต่อความจริงแท้ในจิตใจเขา

การมีคนรับฟังมันคือ การเอาไฟไปส่องโลกภายใน พฤติกรรมที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้เปิดเผย มันก็เก็บอยู่ในห้องเก็บของ ที่คุณมักไม่เคยเข้าไปปัดฝุ่นมันเลย คุณมักจะปัดฝุ่นแต่เหรียญรางวัล รูปครอบครัวที่ยืนยิ้มแม้วันนี้มันจะแตกสลาย นั่นเป็นวิธีการที่คุณเผยกับคนแปลกหน้า แต่เรากลับหลงลืมสิ่งที่อยู่ในห้องเก็บของทั้งๆ ที่มันก็คือ ความจริงแท้ของเราเหมือนกัน

บันทึกจากกิจกรรม ‘ห้องเรียนแห่งรัก’ ห้องเรียนที่จะพาให้คุณสำรวจตัวเอง ฟังเสียงข้างในจิตใจของคุณ เสียงที่คุณมักละเลย และไม่ใส่ใจ โดยกระบวนกร คุณธนัญธร เปรมชื่นใจ จาก 7Presents ภายใต้โครงการก่อการครู โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

View Fullscreen

รูปกิจกรรม ห้องเรียนแห่งรัก

 ,