ทุกคนอยากอยู่กับธรรมชาติ แต่สิ่งที่หลายคนละเลยมากที่สุดคือ “ธรรมชาติภายในตัวเอง”

“ทุกคนอยากอยู่กับธรรมชาติ แต่สิ่งที่หลายคนละเลยมากที่สุดคือ ธรรมชาติภายในตัวเอง”

จากบทสัมภาษณ์ “ครูมิ้นท์ - ธนาพร ตระกูลดิษฐ์” นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 จังหวัดสงขลา

--------------------------------------------------

— ตอนนี้ครูมิ้นท์ทำอะไรอยู่ ?—

ตอนนี้เป็นนักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 จังหวัดสงขลา เป็นครูป่าไม้ในค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร สอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นกระบวนกรอิสระที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการเชื่อมโยง 3 ฐาน ศิลปะ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ (จิตใจ) เข้าด้วยกัน

—ทำไมครูมิ้นท์ถึงสนใจเรื่องเกี่ยวกับจิตใจและความเป็นมนุษย์ ?—

มันเริ่มจากเราเจอความทุกข์ พยายามจะพูดคุยกับคนรอบ ๆ ข้าง แต่ไม่มีใครพร้อมที่จะฟังเรื่องความทุกข์ของเรา ซึ่งเขาก็ไม่ผิดนะ แต่มันก็ผลักให้เราต้องกลับไปหาทางจัดการกับตัวเอง ทำให้ค้นพบว่าการกลับมาเข้าใจตัวเอง กลับมาเห็นศักยภาพและคุณค่าในตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราเชื่อในเรื่องของการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และเชื่อในศักยภาพความเป็นมนุษย์ เพราะในเมื่อตัวเราเองยังเปลี่ยนแปลงได้ คนที่เราไปพบเจอทุกคนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

—แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับการทำงาน ? —

การทำงานในกรมป่าไม้เป็นโอกาส มันเป็นเรื่องของธรรมชาติซึ่งช่วยเชื่อมโยงให้ทุกคนเข้ามารวมกัน ทุกคนอยากอยู่กับธรรมชาติ แต่สิ่งที่หลายคนละเลยมากที่สุดคือ “ธรรมชาติภายในตัวเอง” ตัวเราไม่เคยยอมรับว่าเรารู้สึกยังไง ไม่ว่าจะที่ทำงานหรือในครอบครัว เราไม่กล้าบอกว่าเราเหนื่อยเพราะเรากลัวพ่อแม่เป็นห่วง เป็นทุกข์กับเรื่องของเรา แต่ในความจริงเราสามารถอนุญาตตัวเองให้บอกความรู้สึกกับคนรอบข้างไปตรง ๆ ได้นะ แต่เราเลือกที่จะอยู่กับการโกหกตัวเอง ไม่พูดความจริงกับตัวเอง พอเราไม่จริงกับธรรมชาติภายในตัวเรา โลกข้างนอกมันก็ไม่จริงไปด้วย เราใฝ่หาหนทางให้โลกข้างนอกมันดี แต่เรายังโกหกโลกข้างในตัวเอง หลงลืมความเป็นธรรมชาติ ความเป็นมนุษย์ภายในตัวเอง

เราอยากให้ทุกคนที่อยู่กับเราสัมผัสความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เราอนุญาตให้ทุกคนพูดได้หมดเลยว่าความคิดหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างที่อยู่กับเรามันเป็นยังไง พื้นที่ตรงนี้อนุญาตทุกอย่าง แม้คุณจะบอกว่าหงุดหงิดหรือไม่พอใจบอกเราได้ แล้วเขาก็จะค่อย ๆ เผยเสียงที่อยู่ข้างในออกมา ฟังเสียงหัวใจที่เป็นธรรมชาติในตัวเองได้ เมื่อเรากลับมาเชื่อมต่อกับธรรมชาติภายในตัวเองได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง เราเชื่อแบบนั้น เพราะเราเคยเจอมาด้วยตัวเอง

— เรียนรู้เรื่องอะไรมาบ้างถึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ?—

เราได้เจอกับ “ครูน้อง- ธนัญธร เปรมใจชื่น” ในคลาส TEP : Transformative Experience Provider เราได้เรียนรู้เรื่องราวผ่านตัวเอง และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างไรเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม คลาสนั้นทำให้ค้นพบว่าการเป็นกระบวนกรสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งกับตัวเราและผู้เรียน มันทำให้เราเจองานของชีวิตเลย

จากที่คิดจะเป็นแค่นักวิชาการกรมป่าไม้ แล้วเป็นแค่วิทยากรให้ความรู้ธรรมดา แต่เราเชื่อในศักยภาพตัวเอง เราทำได้มากกว่านั้น เราไม่ได้แค่สอนให้ความรู้เพื่อให้เด็กอนุรักษ์ได้ แต่เราจะช่วยทำให้เด็ก ๆ มองเห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเองได้ ยอมรับตัวเองได้ อยู่กับความทุกข์ ความสุขของตัวเองได้

สิ่งที่พบก็คือ วิธีการทำงานของเราทำให้เด็กกล้าที่จะมาพูดคุยกับเรา พูดคุยในเรื่องลึก ๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว เหมือนเค้ารู้สึกได้ว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกับเขา เขาสามารถเปิดเผยตัวเองได้ เรามองว่ามันเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่มาเชื่อมโยงกัน เข้าอกเข้าใจกัน สัมผัสได้ว่าเรามีความรัก ความหวังดีให้กัน เขาถึงอยากเข้ามาสื่อสารกับเรา เราว่าเรื่องเล็ก ๆ ตรงนี้ มันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตชีวิตหนึ่งได้

— ถ้าเทียบตัวเองเมื่อก่อนกับตอนนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? —

ความคาดหวังที่มีต่อตัวเองเบาบางลง เมื่อก่อนเราจะคาดหวังให้ทุกคนพอใจกับกิจกรรมของเรา ออกแบบทุกอย่างมาอย่างดี แต่ตอนนี้เรารู้ว่าทุกอย่างไม่ได้ Perfect เรากล้าที่จะยอมรับฟังความผิดพลาด การ feedback มันทำให้เราเติบโต การได้รับ feedback มันทำให้เราได้กลับมาค้นหาว่าต้องพัฒนาตรงไหน ปรับตรงไหน ส่วนหนึ่งที่การพัฒนาไม่เกิดขึ้นเพราะเราไม่กล้าที่จะรับ feedback

ช่วงแรก ๆ ที่รับ feedback เราก็ไม่โอเค แต่เราจะค่อย ๆ กลับมารับรู้ถึงสิ่งที่เขาบอกเรา แล้วพอเรากล้าที่จะรับฟัง เราก็กล้าที่จะ feedback กลับไปตรง ๆ เหมือนกัน แต่จะมีวิธีสื่อสารกับเขาแบบถนอมน้ำใจ มันทำให้เราเรียนรู้วิธีการสื่อสาร เพราะเราก็อยากให้เขาพัฒนา เขาก็อยากให้เราพัฒนาเหมือนกัน

สรุปรวม ๆ คือ เรากล้า feedback มากขึ้น ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น ความกดดันในตัวเองน้อยลง แล้วก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตตามวาระการเรียนรู้ของเขา บางทีเราเป็นครูเราเป็นผู้สอน เรามีอะไรอยู่ในตัวเต็มเลย อยากบอกอยากสอน แต่เพื่อให้เขาเกิดการเรียนรู้ เพื่อให้วงล้อของการเรียนรู้มันหมุน ให้มันขับเคลื่อนโดยตัวเขาเอง เราก็ต้องหยุดตัวเองที่จะไม่บอกทุกอย่าง เราไม่อยากไปยืนตรงกลางแล้วบอกว่าอันไหนผิด อันไหนถูก เพราะจริง ๆ แล้วทุกอย่างในโลกมันเป็นไปได้ เรามาช่วยกันหาดีไหมว่าอันไหนมันโอเค ทำแบบนี้ผู้เรียนก็จะสนุกเพราะเขามีส่วนร่วมกับเราด้วย เราอยากไปด้วยกันกับเขา ไม่ได้อยากนำเขาไป

— คิดอย่างไรกับการนำร่วม (Collective Leadership)? —

การนำร่วมคือการที่แต่ละคนนำศักยภาพของตัวเองมาแชร์กัน เอามาเสริมกัน แล้วเดินไปด้วยกัน ซึ่งจะเกิดได้เราต้องยอมรับในศักยภาพของตัวเอง และเชื่อมั่นในศักยภาพของคนรอบข้าง ให้เชื่อว่าแต่ละคนมีแสงสว่างในตัวเอง แล้วอนุญาตให้เขาฉายแสงสว่างนั้นออกมา การนำร่วมมันเหมือนการเปิดกระบอกไฟฉายของทุกคนออกมา แล้วแสงจะกระจายได้กว้างและไกลกว่าทำคนเดียว นั่นจะทำให้พวกเราพัฒนา แค่วางใจกันและเรียนรู้ไปด้วยกัน
-----------------------------------------------------
#โครงการผู้นำแห่งอนาคต
#สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
#LSEd
#Coach
#สุขร่วมสร้าง
#CollectiveHappiness
#CollectiveLeadership

No Comments Yet.

Leave a comment