ความสุขของคนทำเพื่อ “คนชายขอบ”

ความสุข (Happiness) ของแต่ละคนเป็นเรื่องปัจเจก แต่ความสุขล้นปรี่ของ อู๊ด – ทวีศิลป์ หงษ์​หิน​ ซึ่งเป็น “การได้ทำงานเพื่อคนชายขอบ..ให้โอกาสแก่เพื่อนร่วมสังคมที่ใครหลายคนมองข้าม” อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการมองหาโอกาสที่จะใช้ทักษะความสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม และตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็นพลเมือง (Active citizen) ที่ทุกคนควรมีส่วนในการตระหนักรับรู้และมีส่วนในการรับผิดชอบ

 

อู๊ดมาทำงานอยู่ในมูลนิธิบ้านครูน้ำได้อย่างไร? —

ผมเป็นเด็กในอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ก่อนจะมาทำงานกับ “ครูน้ำ - นุชนาถ บุญคง” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านครูน้ำ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือและอุปการะคนชายขอบ ในวัยเด็กผมก็ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ทดลองข้ามไปด่านพรมแดน ไทย-เมียนมา ที่เปิดให้ข้ามฟรีเพียงแสดงการเป็นนักเรียน แต่พอข้ามไปที่สะพานข้ามพรมแดนกลับมีเด็กหลายคนดึงทึ้งเสื้อนักท่องเที่ยวเพื่อขอเงิน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่โดน ผมบอกปฏิเสธไปว่า ‘...ไม่มีให้...’ ด้วยคำหยาบคายตามประสาเด็ก วันนั้นเสื้อผ้าเลอะเปรอะเปื้อนหมดเลย

ครูน้ำ - นุชนารถ บุญคง

เวลาผ่านไปคำถามก็เกิดขึ้นว่า ‘ทำไมเด็กพวกนี้มาอยู่ตรงนี้ ไม่ไปที่อื่นกันบ้างหรอ?’ ผมไม่ได้มีความเข้าใจพวกเขามากขึ้น จนตอนผมอยู่ ม.ปลาย กำลังจะเลือกมหาวิทยาลัยเข้า สถาพแวดล้อมในชุมชนที่ผมอยู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป มันทำให้ต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งว่า ‘คนพวกนี้มาจากไหน ทำไมไม่หมดไปเสียที?’ ผมเลยตัดสินใจเลือกเรียนสาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อหาคำตอบ

ปี 4 ช่วงเลือกถานที่ฝึกงาน ตอนแรกผมตั้งเป้าไปที่โบสถ์เพราะอยากทำงานให้ความรู้ แม้ตัวผมจะไม่มีความรู้มากนัก (หัวเราะ) แต่กลับมาสะดุดตากับ “มูลนิธิบ้านครูน้ำ” ที่ตั้งอยู่ในชุมชน แต่ไม่ได้คุ้นชินและมีข้อมูลมาก่อนมากนัก จนมาได้ข้อมูลจากแม่ว่ามูลนิธินีตั้งอยู่ที่นี่มานานแล้วทำเรื่องการช่วยเหลือเด็กชายขอบ ผมเลยฉุกคิดว่า ‘จะดีกว่าไหมถ้าจะเลือกมาฝึกงานที่นี่’

วินาทีแรกที่เข้ามาทำงาน ผมยังไม่รู้แน่ชัดว่าครูน้ำเป็นใคร ตอนนั้นผมคิดว่าครูน้ำแกน่าจะเป็นคนชนเผ่าหรือสายติสต์แน่เลย ด้วยแกมีภาพลักษณ์เป็นแบบนั้น (หัวเราะ) วันแรกของการฝึกงาน ผมก็ใส่ชุดนักศึกษาไปเต็มยศ ทั้งเนคไท แสลค รองเท้าหนัง เพราะคิดว่าระบบของการฝึกงานน่าจะต้องเป็นอะไรแบบนั้น เพราะแบบนั้นมั้งครับท่าทีตอนแรกครูน้ำเลยดูไม่ค่อยอยากคุยกับผม

วันนั้นเป็นวันที่ผมได้โอกาสกลับไปสำรวจสะพานเดิมอีกครั้ง ครูน้ำบอกว่าจะไปดูเด็ก ๆ ผมเองก็มีความสงสัยคาใจเป็นทุนเดิมเหมือนกัน พอไปถึงเด็กคนหนึ่งถามผมด้วยคำหยาบ “มึงมาทำอะไร?” อาจเพราะการแต่งตัวของผมที่ดูไม่เข้ากับสถานที่ด้วย ผมเลยลองนำหลักจิตวิทยาเรื่องการมองคนที่เรียนมาไปใช้...มันใช้ไม่ได้ครับ หลังจากวันนั้นผมก็ยังโดนด่าทุกวัน หลักที่ผมเรียนมาผมทิ้งหมดเลย ตอนนั้นก็ท้อเหมือนกัน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ‘เด็กพวกนี้ด่าเราตั้งแต่อยู่ ม.3 จนมาฝึกงานก็ยังด่าอีกหรอวะ ด่าไม่มีวันสิ้นสุด’

ผมเลยไปคุยกับครูน้ำ “ครูครับ ผมไม่โอเคเลย โดนด่าทุกวัน ชีวิตผมไม่เคยโดนด่าอะไรขนาดนี้มาก่อน เด็กด่าหยาบคาย มึงมาทำอะไร พ่อมึง....” ครูสอนว่า เขาก็เป็นคนเหมือนเรา มันอยู่ที่เราว่าจะทำอย่างไร ต้องลองเปิดใจ ลองคิดว่าเขาเป็นน้องไม่ใช่คนที่เราจะต้องทำงานด้วย ถ้าเราลองมองมุมใหม่ก็จะเห็นมุมต่าง

ทีนี้ผมก็มองใหม่ คิดในใจ เอาวะ ‘น้อง ๆ’ แต่มันก็ไม่ใช่อยู่ดี...จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ร่วมจัดค่ายจิตอาสา ผมก็บิดลูกโป่งเป็นรูปสัตว์แจกเด็ก ๆ มีน้องคนหนึ่งที่ด่าผมตั้งแต่ตอนฝึกงานยืนมองผมอยู่ไกลมาก ผมก็สังเกตปฏิกิริยาว่าเขาจะเข้ามาไหม ผมบิด ๆ ไปสักพักเขาก็เดินเข้ามาถามว่า ‘พี่ ๆ อยากกินน้ำมั้ย?’ เขาเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับผมครับ ผมตอบไปว่า ‘อยากสิ’ น้องเขาไปเอาน้ำมาให้ เราเริ่มคุยกันมากขึ้น ความสัมพันธ์มันเริ่มยืนยาว การที่เรายอมเปิดใจซึ่งกันและกัน มันทำให้เราเชื่อมโยงถึงกันได้ ตอนนี้เขากลายเป็นน้องคนสนิท และเป็นแกนนำในการสื่อสารกับเด็กคนอื่น ๆ น้องเขาชื่อ “ไข่ปิ้ง”

ทำงานมาเรื่อย ๆ ปัญหาก็มีบ้าง ความยากมีอยู่แล้ว เพราะการทำงานกับคนเราไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร หลักการง่าย ๆ ที่ผมจำที่ครูน้ำสอนมาถึงทุกวันนี้ คือ “การทำงานคือการเปิดใจยอมรับเท่านั้นเอง...แล้วทุกอย่างจะตามมา”

 

ในสายตาของอู๊ดเด็กชายขอบเป็นคนแบบไหน?  

คนภายนอกอาจมองว่าเด็กชายขอบสกปรก ก็สกปรกจริงเนอะ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น (หัวเราะ) แต่เด็กก็มอมแมมในอัตลักษณ์ของมัน เราจะทำอย่างไรให้เด็กเนื้อตัวมอมมแมมสะอาด ผมก็จับเด็กมาตัดผม อาบน้ำ ไม่มีใครยอมทำตามดี ๆ ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องพยายามทำ และนั่นเป็นเหตุผลให้ผมต้องรักษารูปลักษณ์และบุคลิกให้ดูดีตลอดเวลา เพราะผมต้องการให้พวกเขาเห็นแล้วเอาไปเป็นแบบอย่าง ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

วันหนึ่งผมไปตัดผมแล้วเดินเข้ามูลนิธิมา น้องคนหนึ่งผมยาวเหม็นมากเลยเดินมาบอกผมว่า ‘ทรงผมพี่เท่จังเลย’ ผมก็ตอบไปว่า ‘อยากทำผมทรงนี้ใช่มั้ย มาพี่ตัดให้’ ตอนนั้นเราตัดไม่เป็นก็ดู YouTube ศึกษาวิธีตัดเอา ผมจัดการไถข้างให้ พอตัดให้เสร็จผมก็บอกว่า ‘พี่ว่าผมมันติดเนื้อตัว ไปอาบน้ำดีมั้ย’ (หัวเราะ) ผมทำสำเร็จสองอย่างแล้วครับ พอเนื้อตัวเขาสะอาดเขาก็ดูน่ารักดี

คนอื่นอาจจะมองเขาด้วยแว๊บแรกแต่เราต้องมองให้ลึกเข้าไปข้างใน “คนสามารถเปลี่ยนกันได้” สำหรับเด็กนะ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะยากกว่ามาก อย่างแม่ ๆ ที่อาศัยอยู่ชายขอบ ติดยา มีลูกเยอะ เราอยากให้เขาทำหมัน เขาก็จะไม่ยอมบอกว่า ‘มายุ่งอะไรกับชีวิตเขา การทำหมันมันบาป ทำแล้วตาย ไม่อยากทำ’ เราก็ต้องไปศึกษาข้อมูลมาบอกเขาว่ามันไม่น่ากลัวอย่างที่เขาคิด ความยากง่ายในการทำงานของเราขึ้นอยู่กับคนที่ทำงานเราด้วย

 

ในมุมของอู๊ด คิดว่าเด็กชายขอบสามารถลุกมาเป็นพลเมืองสำคัญของสังคมได้ไหม?

ผมว่าเรื่องนี้อยู่ที่ “โอกาส” ครับ เด็กคนหนึ่งเติบโตในวงจรนี้ ถ้าไม่ได้รับโอกาสในการเดินออกก็คงติดอยู่ในวงจรนั้น แต่ถ้าเราให้โอกาสเขาเหมือนที่มูลนิธิทำเด็กคนหนึ่งก็อาจได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เหมือน “พัลลภ - พัลลภ ประสบชับ” ตอนก่อนน้องจะเข้ามา น้องก็เคยเป็นเด็กเร่ร่อนวุ่นวายคนหนึ่ง เดินขอเงินฝรั่งตั้งแต่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ ที่มูลนิธิเราให้โอกาสเขาในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้การศึกษา น้องเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อย ๆ เขาอยากทำงานใช้ภาษาอังกฤษแต่ยังไม่มีพื้นฐาน เราก็สอนภาษาจัดหาตำรามาให้ ตอนนี้เขาโตแล้วครับ และเขาก็อยากจะเป็นแกนนำของเด็ก ๆ อีกทีหนึ่ง “ตัวภัลลพเองเขาเอาพื้นฐานที่เติบโตมาจากวงจรนั้นมาช่วยเหลือน้อง ๆ ด้วยความเข้าใจ ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้เติบโตในแบบที่เขาอยากจะเป็น”

 

อู๊ดมีบทบาทในการทำให้เด็ก ๆ ในมูลนิธิฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง?

มันเป็นความท้าทายของเราว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กที่เข้ามาในมูลนิธิฯ เดินไปได้ไกลที่สุด “อย่างแรกที่ผมให้ความสำคัญสุดคือการศึกษา ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นเรื่องที่สามารถสร้างสรรค์ได้ แต่ความรู้ปลอมไม่ได้” ผมรู้อะไร ผมก็สอนเขาไปอย่างนั้น ทั้งความรู้ตามตำราและทักษะชีวิต เช่น เราระมัดระวังตัวจากภัยอันตรายต่าง ๆ อย่างไร ตอนออกเดินทางเราจะสอนให้เขาหัดสังเกตป้ายต่าง ๆ รู้จักถามด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งแต่ละคนสามารถนำไปปรับใช้ในแบบของเขา ‘เราสอนเขาว่าพฤติกรรมอะไรดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรกระทำ เช่น การดึงที้งเสื้อเพื่อขอเงิน เราก็ลองทำกับตัวเขาเองว่าเขาชอบหรือไม่ เขาก็รู้สึกไม่ชอบ และได้เรียนรู้ว่าวันหลังไม่ควรทำแบบนั้นอีก’

 

ตั้งใจจะทำงานที่นี่ไปอีกกี่ปี? เราก็เป็นเด็กไทยคนหนึ่งที่มีโอกาสจะทำงานตามฝัน

ทุกคนมีความอิ่มตัวในการทำงานครับ ถ้าวันหนึ่งผมอิ่มตัว อายุเยอะขึ้น มีคนรุ่นใหม่มาทำงานและมีศักยภาพมากกว่าผมก็จะหลีกทางให้และเรียนรู้จากพวกเขา ผมจะไม่ปิดกั้นเพียงเพราะเขาทำสิ่งที่ต่างจากที่ผมคิดหรือถนัด ทุกอย่างสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ สำหรับคำตอบว่าผมจะทำงานนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ผมยังตอบไม่ได้ครับ ยังเป็นเรื่องของอนาคต พรุ่งนี้ผมอาจจะลาออกเลยก็ได้นะครับ (หัวเราะ)

 

ความสุขของอู๊ดคืออะไร?

“ผมชอบอยู่กับเด็ก ๆ” ผมชอบให้เด็กมีความสุข ชอบให้พวกเขาหัวเราะ คนที่รู้จักกันดีจะรู้ว่าผมไม่ใช่คนนิสัยแข็งกร้าวหรือขรึม ๆ ผมออกจะดูนิสัยปัญญาอ่อนเสียด้วยซ้ำ เข้าหาง่าย คุยสนุก เด็ก ๆ ก็เลยชอบผมมั้งครับ (หัวเราะ) เป็นเพื่อน พี่ น้อง มันสนุกดีครับ อีกความสุข คือ “ผมได้สอน” ตัวผมเองชอบสอนภาษาไทยและทักษะชีวิต เราสอนให้เขาได้อยากเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ แล้วเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะผมไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร อันไหนไม่รู้ก็เปิดกูเกิลค้นหาคำตอบ เป็นงานที่มีเสน่ห์อย่างหนึ่ง ทำแล้วมีความสุข

 

มาเล่นกับคำ ๆ หนึ่งกัน ‘สุขร่วมสร้าง’ คิดว่าคืออะไร?

เรามาร่วมกันสร้างความสุขด้วยกันเถอะ (หัวเราะ)

ด้วยบทบาทของตัวอู๊ด อู๊ดคิดว่าจะทำอะไรที่เป็นสุขร่วมสร้างได้บ้าง?

ทำให้คนอื่นมีรอยยิ้ม ไปที่ไหนก็เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น ผมก็เหมือนคนทั่วไปมีมุมทุกข์และสุข แต่ผมก็จะพยายามทำให้พื้นที่รอบข้างของผมมีความสุขในขอบเขตที่สมควรครับ

อวยพรปีใหม่

อยากจะฮื้อกุคนตี้อ่านบทความนี้ ขอฮื้อจงมีแต่ความสุข ใจ้ชีวิตฮื้อมีความสุขนักๆ เพราะเฮาก่อบ่ฮู้ว่าชีวิตของเฮาจะสั้นจะเยาเต้าใด ขอฮื้อเฮามีความสุขในวันนี้ คนอื่นก็มีกะความสุข เต้าอั้นก่อปอแล้ว ขอฮื้อกุคนมีความสุขในวันปี๋ใหม่ครับผม

ความสุข (Happiness) แม้จะเป็นเรื่องที่เป็นปัจเจก แต่เราเชื่อว่าความสุขที่ยั่งยืน เป็นสุขที่ทุกคนร่วมสร้างและสุขสมไปกับผลลัพธ์ (Collective Happiness) เหล่านั้นร่วมกัน ด้วยเหตุนี้โครงการผู้นำแห่งอนาคต คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้หยิบยกเอาความสุขที่เรียบง่ายของคนรุ่นใหม่ ที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม “มูลนิธิบ้านครูน้ำ” ภาคีของโครงการฯ ซึ่งเดินหน้าสร้างความสุขให้กับผู้คนแบบไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนมานำเสนอ ด้วยหวังว่าประสบการณ์ ข้อคิด และความสุขในการทำงานของพวกเขา จะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความสุขแก่สังคมในฐานะพลเมืองคนหนึ่งต่อไป

No Comments Yet.

Leave a comment