Category Archives: blog

“หยิก…ดำ…ตุ๊ด…โง่…บ้า…การรังแก เริ่มหยุดได้ที่ตัวคุณ (Stop Bullying)”

 

ในปี 2561 นักเรียนมัธยมปลายไทยกระโดดตึกตาย คาดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการถูกล้อเลียนเรื่องสรีระและการเป็นโรคซึมเศร้า...ยังมีตัวอย่างอีกมากในหน้าข่าวที่ขอไม่กล่าวถึงให้เป็นที่สลดใจไปมากกว่านี้...ประเทศไทยมีสัดส่วนการรังแก (Bullying) ในชั้นเรียนสูง ‘อันดับ 2 ของโลก’ คิดเป็นร้อยละ 40 รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยพฤติกรรมการรังแกที่มีมากที่สุด คือ “การรังแกทางวาจา” เช่น ล้อเลียนให้อับอาย เหยียดหยามดูถูกเชื้อชาติหรือผิวพรรณ จากปัญหาดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกแก่ผู้ถูกรังแกทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่ผู้รังแกจะมีความเคยชินต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เสี่ยงต่อการก้าวสู่พฤติกรรมอันธพาลและนำความรุนแรงไปใช้ในครอบครัว เกิดเป็นวัฏจักรนี้ต่อเนื่องไป โดยปัญหาหนึ่งที่น่าพึงระวังไปไม่น้อยกว่ากัน คือ มีครูจำนวนมากยังไม่ตระหนักว่าการรังแกกันของนักเรียนในโรงเรียนเป็นปัญหาใหญ่และเมินเฉยต่อเรื่องดังกล่าว

จากปัญหาที่กล่าวในข้างต้นคงทำให้เราต้องย้อนมองว่า “เราปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในสังคม...จนบางทีกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน...กระทำโดยไม่ใส่ใจถึงผลลัพธ์ของการกระทำอย่างถี่ถ้วนได้อย่างไร?” สาเหตุหนึ่งของการรังแกอาจเป็นเพราะสังคมไทยมีรากฐานกรอบความคิดการให้ค่าอย่างแข็งตัว อะไรที่แตกต่างออกไปจะถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งที่ตามหลักพื้นฐานแล้ว “ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ถูกประเมินตัดสินจากความต่างดังเช่นที่เกิดขึ้น” ดังนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ระบบการศึกษา ทุกคนควรได้เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างหลากหลาย มีความเคารพในเพื่อนมนุษย์ทั้งเรื่องเพศ ลักษณะทางกายภาพ เชื้อชาติ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม และตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อไหร่ที่เห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ควรรู้สึกทุกข์ร้อน ออกมาช่วยเหลือ ป้องกัน และเป็นปากเสียงให้แก่ผู้ถูกกระทำ

โดยวิธีการหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาหานี้ได้ง่าย เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงในตนเอง แล้วขยับขยายไปสู่การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่สังคม (Transformative Leadership) เช่น กลุ่มเพื่อน ชั้นเรียน และที่ทำงาน ฯลฯ คือการ “เรียนรู้ตัวตน ลดการรังแก” ซึ่ง “ครูแขก จงจิต รื่นภาคทรัพย์โรงเรียนสมุทรปราการ และ “ครูโบว์ ลัดดาวรรณ เหล่าเกียรติกุล” โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี ครูแกนนำจากโครงการก่อการครู ส่วนหนึ่งของโครงการผู้นำแห่งอนาคต คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำเสนอวิธีการแก้ปัญหานี้ไว้ในเวที “ครูปล่อยแสง” เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

“ครูแขก จงจิต รื่นภาคทรัพย์” โรงเรียนสมุทรปราการ และ “ครูโบว์ ลัดดาวรรณ เหล่าเกียรติกุล” โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี

วิธีการของครูทั้ง 2 คือ การใช้การ์ดเกม Truth Cardซึ่งผลิตขึ้นเอง เป็นการ์ดโจทย์ต่าง ๆ เช่น อธิบายความรู้สึกจากภาพที่เห็น บอกเล่าความฝัน บอกเล่าสิ่งที่กำลังรอคอย เป็นต้น มาเป็นสถานการณ์ให้แต่ละคนได้ลองพูดคุย เปิดใจรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ห้อยแขวนการตัดสินและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น (ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้งได้ที่ : วันนี้คุณรับฟังอย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง (Deep Listening)) เพื่อทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มุ่งสู่การตระหนักถึงความเคารพในเพื่อนมนุษย์ในระยะยาวต่อไป ก่อนที่จะให้ทุกคนได้ลองใช้เวลาเผชิญกับคำต่าง ๆ หลายสิบคำที่มักถูกนำมาใช้ “รังแก” ทั้งผ่านทางวาจาและการสื่อสารเป็นตัวหนังสือผ่านทางโลกออนไลน์ เช่น  “หยิก...ดำ...ตุ๊ด...โง่...บ้า” คำบางคำอาจเคยเผชิญในฐานะเหยื่อ และคำบางคำอาจเคยสื่อสารออกไปโดยเจตนาและไม่ได้เจตนาที่จะรังแกผู้อื่น หลังจากนั้นจึงให้สะท้อนความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นร่วมกัน ก่อนจะเขียนคำที่ส่งผลต่อตัวเองมากที่สุดไม่ว่าในกรณีไหนก็ตามแล้วขยำคำเหล่านั้นทิ้งไปในกิจกรรม เพื่อก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นไปด้วยกัน

จากกิจกรรมข้างต้นจะเห็นว่า แก่นหลักสำคัญของการลดการรังแก (Bullying) คือ การเคารพในผู้อื่น และตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาที่จะรังแกก็ตาม นอกจากนั้นการเปล่งเสียงความรู้สึกจากภายในของเราออกมา ยังเป็นการสร้างความตระหนักว่าผลกระทบที่เกิดกับผู้ถูกกระทำอาจเป็นเรื่องใหญ่ต่อความรู้สึก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และอาจร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถหวนกลับมาแก้ไขความผิดพลาดได้ แม้การกระทำนั้นอาจเกิดขึ้นจากเพียงการหยอกล้อด้วยความสนุกสนานก็ตาม “การรังแก เริ่มหยุดได้ที่ตัวคุณ (Stop Bullying)

 

“เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิ แต่เราตายเพราะชุมชนไม่มีความพร้อม ชุมชนเราไม่มีความเอื้อเฟื้อ และตายเพราะเราไม่ได้เรียนรู้”

ต้นปี 2547 คนบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เริ่มได้รับข่าวสารการแจ้งเตือนของ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช ถึงการจะเกิดเหตุการณ์สึนามิ แต่ด้วยเกรงว่าจะส่งผลกระทบถึงการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงเพิกเฉยการเตรียมพร้อมรับมือให้กับประชาชน

“เราเช่าหนังเกี่ยวกับสึนามิมาดูกัน เกือบทั้งปีพอตกกลางคืนเราจะให้ผู้หญิงและเด็กไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราไม่รู้ว่าจะเกิดตอนไหน แต่เชื่อว่าจะเกิดแน่ ๆ วันเกิดเหตุมีคนอยู่ริมทะเลร้องตะโกนว่า มาดูเร็ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น น้ำทะเลลดลงเร็วมาก พี่ชายผมก็วิ่งไปดู ด้วยความที่เขาศึกษาจากหนังสึนามิมาก่อน จึงตะโกนบอกว่า นี่แหละสึนามิ ผมและพี่ชายทั้งจูงทั้งลากพ่อแม่หนีไปอยู่บ้านพี่สาวบนที่สูง”

แม้จะมีคนตะโกนให้หนี แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อ เพราะไม่เคยเห็นไม่เคยเจอเหตุการณ์มาก่อน

“เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิ แต่เราตายเพราะชุมชนไม่มีความพร้อม ชุมชนเราไม่มีความเอื้อเฟื้อ และตายเพราะเราไม่ได้เรียนรู้ ตอนที่ ดร.สมิทธ เตือน ถ้ารัฐบาลหรือใครให้ความสนใจ เราจะตายน้อยกว่านี้”

การช่วยเหลือมาช้าไป 3 วัน ศพบางศพยังอุ่น ๆ แสดงว่าพึ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน...จากการเก็บข้อมูล การที่ไม่สามารถอพยพได้ทันเพราะถนนแคบ ในตอนต้องหลบหนีหลายคนยังพยายามขนสมบัติไปด้วย ทำให้มีรถกีดขวางทางสัญจร เมื่อคลื่นสงบลงกระแสไฟฟ้ายังคงอยู่ ทำให้บางคนเสียชีวิตเพราะไฟดูด บ้างก็ถูกกระแทกด้วยซากปรักหักพัง และบ้างส่วนก็เสียชีวิตลงด้วยแผลเล็กน้อยแต่ติดเชื้อ...จำนวนผู้เสียชีวิตตามทะเบียนราษฎร์ 860 คน แต่คนในพื้นที่ต่างรู้กันดีว่ามากกว่านั้น เพราะยังมีคนมาอยู่อาศัยชั่วคราวจำนวนมาก และยังมีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน รวมแล้วผู้เสียชีวิตไม่น่าจะน้อยกว่า 1,200 คน

สะสางทีละเรื่อง เรียนรู้ทีละอย่าง...หลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติ เมื่อชาวบ้านต่อสู้ที่จะอยู่ที่เดิม รักษาความเป็นบ้านน้ำเค็ม จึงต้องสร้างระบบเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ พวกเขาเริ่มการ “ต่อสู้ด้วยข้อมูล” ที่ละเอียดยิบ ข้อมูลจำนวนคน แหล่งเชื้อเพลิง ถนน รถยนต์ “เพราะหากแม้ถนนแคบแต่ถ้าไม่มีอะไรมาขวางก็เพียงพอต่อการสัญจร ตอนนั้นเรารู้แล้วว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซียจุดที่ทำให้เกิดสึนามิรอบนี้ มันมีเวลาการเดินทางของคลื่นกว่าจะมาถึงบ้านเรา 45 นาที เวลาเท่านี้เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร แผนงานยังมีอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่การจัดระเบียบชุมชน ‘คนในชุมชนต้องทำตามขั้นตอนอย่างไร แต่ละซอยต้องช่วยกันดูแลกันเอง’ รับทราบจำนวนคนเปราะบาง เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋าเดียวกัน รวมถึงมีข้อตกลงจุดที่ปลอดภัย มีการอบรมการปฐมพยาบาล เป็นต้น”

“จะบอกว่า พวกเราตลกมาก ทุกเรื่องคือการลองผิดลองถูก เจอปัญหาเราก็แก้ไปทีละเรื่อง (ยิ้ม)” การได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน คือ “การหลอมรวมความเป็นผู้นำร่วม (Collective leadership) ของคนในชุมชนที่ก้าวมาเป็นทีมงาน” แต่ละคนต่างมีบทบาทหน้าที่ในฝ่ายต่าง ๆ ตามความจำเป็น เช่น ฝ่ายอาคาร ฝ่ายจราจร ฝ่ายสื่อสาร ฝ่ายปฐมพยาบาล รวมทั้งฝ่ายลงทะเบียน ทีมงานค่อย ๆ ทำ จนเรียนรู้แผนงานทั้งหมดลงตัวในปี 2551 และทำการซ้อมแผนอพยพเป็นประจำจนเป็นวิถีชีวิตของคนบ้านน้ำเค็ม

เพราะมีประสบการณ์ความสูญเสียจากภัยพิบัติมาก่อน ทำให้ทีมงานทุกคนปวารณาตัวที่จะนำความรู้ ทักษะ อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ เพราะซาบซึ้งถึงความช่วยเหลือยามเมื่อบ้านน้ำเค็มประสบภัยสึนามิ แต่การไปช่วยเหลือของทีมงานมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘ไม่ได้ไปช่วยแบบสงเคราะห์ แต่เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถลุกขึ้นมาด้วยตัวเองได้ และเมื่อช่วยตนเองได้แล้วก็สามารถช่วยคนอื่นต่อไปได้ด้วย’ ในขณะเดียวกันการออกไปช่วยเหลือตามที่ต่าง ๆ เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับทีมงานภายใต้ปฏิบัติการจริง จนทุกวันนี้ทีมงานได้หลอมรวมความเป็นทีมอย่างเหนียวแน่น และมีความเชี่ยวชาญการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติทุกด้าน

 

#เตรียมพร้อมรับมือสึนามิ

#เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิแต่เราตายเพราะไม่มีความพร้อม

 

.

.

เรื่องเล่าจากหนังสือ  “พังงาแห่งความสุข...สุขที่คุณสัมผัสได้”

ดาวน์โหลดหนังสือ :  https://goo.gl/hDWdqB

#โครงการผู้นำแห่งอนาคต
#LSEd
#สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
#พังงาแห่งความสุข