Category Archives: blog

คนรุ่นใหม่สร้างชุมชน มุ่งเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

การพัฒนาการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับรากฐาน สังคมไทยฝากความหวังของประเทศไว้กับ ครู โรงเรียน และผู้ออกนโยบาย แม้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะมีการกระจายอำนาจและทรัพยากรในการพัฒนา แต่กระนั้นยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ทำให้รูปแบบวิธีการสอนไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่ จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นคำถามว่า ‘เราจะสร้างการศึกษาเพื่อช่วยลดความทุกข์ของสังคม และก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนได้อย่างไร ไม่นับรวมการสร้างห้องเรียนที่มีความสุขต่อทั้งตัวครูและนักเรียนด้วย’ เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา โครงการก่อการครูและโครงการผู้นำแห่งอนาคต ดำเนินการโดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ (LSEd)  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดวงเสวนา “การประชุมปฏิบัติการสานพลังเครือข่ายก่อการครู” ณ คณะ LSEd มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รังสิต ร่วมกับกลุ่มผู้มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษา ทั้งครูและอาจารย์ในระบบระดับชั้นมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ด้านการศึกษา และคนทำงานสื่อสาร รวมจำนวนกว่า 60 คน จาก 35 องค์กร เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดกันว่าจากต้นทุนทางความรู้ ความคิด และโมเดลในการทำงานต่าง ๆ ที่แต่ละคนพัฒนามา เขาจะสามารถนำมาหนุนเสริมการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้เป็นไปดังภาพฝันที่สังคมต้องการได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในขั้นแรกทุกฝ่ายต่างทำความรู้จัก แชร์การทำงาน และบอกเล่าความต้องการแก่กันและกัน เพื่อแต่ละคนในชุมชนเพื่อการเรียนรู้…
Read more

“เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิ แต่เราตายเพราะชุมชนไม่มีความพร้อม ชุมชนเราไม่มีความเอื้อเฟื้อ และตายเพราะเราไม่ได้เรียนรู้”

ต้นปี 2547 คนบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เริ่มได้รับข่าวสารการแจ้งเตือนของ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช ถึงการจะเกิดเหตุการณ์สึนามิ แต่ด้วยเกรงว่าจะส่งผลกระทบถึงการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงเพิกเฉยการเตรียมพร้อมรับมือให้กับประชาชน

“เราเช่าหนังเกี่ยวกับสึนามิมาดูกัน เกือบทั้งปีพอตกกลางคืนเราจะให้ผู้หญิงและเด็กไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราไม่รู้ว่าจะเกิดตอนไหน แต่เชื่อว่าจะเกิดแน่ ๆ วันเกิดเหตุมีคนอยู่ริมทะเลร้องตะโกนว่า มาดูเร็ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น น้ำทะเลลดลงเร็วมาก พี่ชายผมก็วิ่งไปดู ด้วยความที่เขาศึกษาจากหนังสึนามิมาก่อน จึงตะโกนบอกว่า นี่แหละสึนามิ ผมและพี่ชายทั้งจูงทั้งลากพ่อแม่หนีไปอยู่บ้านพี่สาวบนที่สูง”

แม้จะมีคนตะโกนให้หนี แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อ เพราะไม่เคยเห็นไม่เคยเจอเหตุการณ์มาก่อน

“เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิ แต่เราตายเพราะชุมชนไม่มีความพร้อม ชุมชนเราไม่มีความเอื้อเฟื้อ และตายเพราะเราไม่ได้เรียนรู้ ตอนที่ ดร.สมิทธ เตือน ถ้ารัฐบาลหรือใครให้ความสนใจ เราจะตายน้อยกว่านี้”

การช่วยเหลือมาช้าไป 3 วัน ศพบางศพยังอุ่น ๆ แสดงว่าพึ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน...จากการเก็บข้อมูล การที่ไม่สามารถอพยพได้ทันเพราะถนนแคบ ในตอนต้องหลบหนีหลายคนยังพยายามขนสมบัติไปด้วย ทำให้มีรถกีดขวางทางสัญจร เมื่อคลื่นสงบลงกระแสไฟฟ้ายังคงอยู่ ทำให้บางคนเสียชีวิตเพราะไฟดูด บ้างก็ถูกกระแทกด้วยซากปรักหักพัง และบ้างส่วนก็เสียชีวิตลงด้วยแผลเล็กน้อยแต่ติดเชื้อ...จำนวนผู้เสียชีวิตตามทะเบียนราษฎร์ 860 คน แต่คนในพื้นที่ต่างรู้กันดีว่ามากกว่านั้น เพราะยังมีคนมาอยู่อาศัยชั่วคราวจำนวนมาก และยังมีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน รวมแล้วผู้เสียชีวิตไม่น่าจะน้อยกว่า 1,200 คน

สะสางทีละเรื่อง เรียนรู้ทีละอย่าง...หลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติ เมื่อชาวบ้านต่อสู้ที่จะอยู่ที่เดิม รักษาความเป็นบ้านน้ำเค็ม จึงต้องสร้างระบบเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ พวกเขาเริ่มการ “ต่อสู้ด้วยข้อมูล” ที่ละเอียดยิบ ข้อมูลจำนวนคน แหล่งเชื้อเพลิง ถนน รถยนต์ “เพราะหากแม้ถนนแคบแต่ถ้าไม่มีอะไรมาขวางก็เพียงพอต่อการสัญจร ตอนนั้นเรารู้แล้วว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซียจุดที่ทำให้เกิดสึนามิรอบนี้ มันมีเวลาการเดินทางของคลื่นกว่าจะมาถึงบ้านเรา 45 นาที เวลาเท่านี้เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร แผนงานยังมีอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่การจัดระเบียบชุมชน ‘คนในชุมชนต้องทำตามขั้นตอนอย่างไร แต่ละซอยต้องช่วยกันดูแลกันเอง’ รับทราบจำนวนคนเปราะบาง เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋าเดียวกัน รวมถึงมีข้อตกลงจุดที่ปลอดภัย มีการอบรมการปฐมพยาบาล เป็นต้น”

“จะบอกว่า พวกเราตลกมาก ทุกเรื่องคือการลองผิดลองถูก เจอปัญหาเราก็แก้ไปทีละเรื่อง (ยิ้ม)” การได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน คือ “การหลอมรวมความเป็นผู้นำร่วม (Collective leadership) ของคนในชุมชนที่ก้าวมาเป็นทีมงาน” แต่ละคนต่างมีบทบาทหน้าที่ในฝ่ายต่าง ๆ ตามความจำเป็น เช่น ฝ่ายอาคาร ฝ่ายจราจร ฝ่ายสื่อสาร ฝ่ายปฐมพยาบาล รวมทั้งฝ่ายลงทะเบียน ทีมงานค่อย ๆ ทำ จนเรียนรู้แผนงานทั้งหมดลงตัวในปี 2551 และทำการซ้อมแผนอพยพเป็นประจำจนเป็นวิถีชีวิตของคนบ้านน้ำเค็ม

เพราะมีประสบการณ์ความสูญเสียจากภัยพิบัติมาก่อน ทำให้ทีมงานทุกคนปวารณาตัวที่จะนำความรู้ ทักษะ อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ เพราะซาบซึ้งถึงความช่วยเหลือยามเมื่อบ้านน้ำเค็มประสบภัยสึนามิ แต่การไปช่วยเหลือของทีมงานมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘ไม่ได้ไปช่วยแบบสงเคราะห์ แต่เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถลุกขึ้นมาด้วยตัวเองได้ และเมื่อช่วยตนเองได้แล้วก็สามารถช่วยคนอื่นต่อไปได้ด้วย’ ในขณะเดียวกันการออกไปช่วยเหลือตามที่ต่าง ๆ เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับทีมงานภายใต้ปฏิบัติการจริง จนทุกวันนี้ทีมงานได้หลอมรวมความเป็นทีมอย่างเหนียวแน่น และมีความเชี่ยวชาญการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติทุกด้าน

 

#เตรียมพร้อมรับมือสึนามิ

#เราไม่ได้ตายด้วยสึนามิแต่เราตายเพราะไม่มีความพร้อม

 

.

.

เรื่องเล่าจากหนังสือ  “พังงาแห่งความสุข...สุขที่คุณสัมผัสได้”

ดาวน์โหลดหนังสือ :  https://goo.gl/hDWdqB

#โครงการผู้นำแห่งอนาคต
#LSEd
#สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
#พังงาแห่งความสุข

โมเดลพัฒนาการทำงานรูปแบบใหม่

การหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม
ด้วยการทำงานร่วมของภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่

โครงการผู้นำแห่งอนาคต ดำเนินงานภายใต้คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาเป็นปีที่ 4 มีเป้าหมายเพื่อหนุนเสริมกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมให้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนบนฐานของสุขภาวะทางปัญญา โครงการจึงทำหน้าที่เสริมศักยภาพให้กับเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายภาคส่วน รวมทั้งเครือข่าย และภาคีของ สสส. โดยอยู่บนฐานการปฏิบัติงานจริงทั้งในเชิงพื้นที่และประเด็นปัญหา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านภาวะการนำกระบวนทัศน์ใหม่ รวมถึงการสร้างจินตนาการและค่านิยมใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

จากการทำงานที่ผ่านมา ในมิติความรู้ที่เชื่อมโยงงานวิชาการกับภาคปฏิบัติการในพื้นที่ พบว่า ผู้นำการขับเคลื่อนสังคมหรือองค์กรยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ และนวัตกรรมในการทำงาน เช่น วิธีการทบทวนและออกแบบกลยุทธ์เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืน การวัดผลกระทบทางสังคม การทำกิจการเพื่อสังคม และการสื่อสารความเข้าใจสู่สังคม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้โครงการผู้นำแห่งอนาคตจึงได้ร่วมมือกับ School of Changemakers (SOC) ในการทดลองสร้างโมเดลการทำงานใหม่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการทำงานและลดข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น โดยได้นำเอาแนวคิดและวิธีการดำเนินงานของการทำกิจการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur : SE) และคนทำงานภาคธุรกิจ (Entrepreneurship) ที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับหน้างานของภาคประชาสังคม ผ่าน “เวทีพัฒนาศักยภาพเครือข่ายด้วยเครื่องมือสนับสนุนความยั่งยืนการขับเคลื่อนทางสังคม” ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 จนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 โดยเป็นการทดลองการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม 4 องค์กร คือ สมาคมประชาคมพังงาแห่งความสุข จ.พังงา, สถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา จ.ลพบุรี, มูลนิธิบ้านครูน้ำ จ.เชียงราย และขอนแก่นนิวสปิริต จ.ขอนแก่น

โดยโครงสร้างหลักในการทำงาน คือ การสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งในการพัฒนาการทำงานให้ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่จะได้ออกแบบและทดลองการทำงาน โดยอาศัยองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการจัดอบรมในรูปแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ 3 ครั้ง เว้นระยะครั้งละประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะ 3 ด้าน คือ

  • “การสร้างกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสังคม (Strategy for Change Workshop)” จัดเมื่อวันที่ 10 - 12 พ.ย. 2560 : โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ตั้งแต่ Why” องค์กรมีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสังคมอย่างไร ขั้นที่สอง What” ทบทวนการทำงาน ตั้งเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และกลไกในการทำงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (Theory of change and Impact value chain) รวมถึงสกัดต้นทุนในการทำงาน (Extraction) ขององค์กร และเสาะหาลู่ทางในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ (Trends and Opportunities) และขั้นสุดท้าย คือ “How” การออกแบบกลยุทธ์โดยนำข้อมูลที่วิเคราะห์จากขั้น Why และ What มาปรับแผนให้ชัดเจนพร้อมนำไปทดลองใช้ปฏิบัติงาน
  • “การคิดและวางแผนการเงินแบบผู้ประกอบการสังคม (Finance Matter for Social Entrepreneurs)” จัดเมื่อวันที่ 15 - 17 ม.ค. 2561 : โดยมีกระบวนการให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์ว่าจากแผนการทำงานของตนที่วางไว้ จะสามารถสร้างผลกระทบทางสังคม (Social impact unit) ได้มากน้อยเพียงไร แล้วการจะสร้างผลกระทบแต่ละหน่วยเราต้องใช้เงินเท่าไหร่ (Impact unit cost) เมื่อได้ข้อมูลจากทั้งสองส่วนแล้วจึงนำมาปรับแผนการทำงานและกลยุทธ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (Scaling Challenge) อีกการเติมเต็มหนึ่งที่ควบคู่กันไป คือ การเรียนรู้จากตัวอย่างการบริหารเงินที่ได้ผลขององค์กรภาคประชาสังคม เช่น การสร้างช่องทางการหารายได้ให้หลายหลายมากยิ่งขึ้น (Diversify) หรือการทำงานโดยใช้เงินทุนเท่ากับศูนย์ (Free) เป็นต้น
  • “การจัดการและพัฒนาทีมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Preparing Team for Transition)” จัดเมื่อวันที่ 1 - 3 มี.ค. 2561 : โดยมีกระบวนการให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์ว่า ในแต่ละวันแต่ละคนใช้เวลาในการทำงานเท่าไหร่ (Man hour) แล้วเราได้รายได้เท่าไหร่จากการทำงานแต่ละชั่วโมง ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าเราใช้เวลาในการทำงานเหมาะสมหรือไม่ แล้วจะใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร (Effective time management) และขั้นสุดท้ายของการอบรมซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการทำงานให้ยั่งยืน คือ “การพัฒนาทีมในฝัน (Dream team)” ออกแบบการทำงานของทีมให้มีประสิทธิภาพผ่านหลัก 5 ประการ (The Fifth Discipline by Peter M. Senge) ที่ทำให้คนทำงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาทีมและเติบโตไปด้วยกัน

โดยในระหว่างการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการนอกจากการที่ทั้ง 4 พื้นที่ จะได้มารวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างความยั่งยืนในการทำงานและเติมพลังให้แก่กันและกันในเวทีแล้ว ยังมีการทำงานควบคู่กันไป คือ “การนำกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการทำงานให้ยั่งยืน ซึ่งช่วยกันพัฒนาในแต่ละเวทีไปทดลองใช้จริง” โดยมี “โคชติดตามพื้นที่ (Intrapreneurs)” ซึ่งจะทำงานร่วมกับผู้นำหลักของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยมองหาลู่ทางในการพัฒนา ‘จากความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง’ ปรับแผนกลยุทธ์ ทดลองการทำงาน รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเติมเต็มองค์ความรู้ เช่น การทำธุรกิจ และการบริหารการทำงาน ฯลฯ ทั้งจากตัวโคชเองและจากการเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมเติมเต็ม

ทั้งนี้การมีโคชติดตามพื้นที่ (Intrapreneur) มาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เกิดขึ้นจากแนวคิดว่าการที่แกนนำของภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีอบรมอาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทำงาน เมื่อผู้นำต้องกลับไปเผชิญกับปัญหาและบริบทการทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง ดังนั้นการมีคู่คิดที่มีมุมมองและความถนัดเฉพาะทางซึ่งแตกต่างออกไปมาช่วยมองปัญหาและทดลองการทำงานไปด้วยกัน อาจช่วยหนุนเสริมการทำงานให้เข้มแข็งและรอบคอบขึ้นได้

อีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม คือ การพัฒนาเรื่อง “การสื่อสาร” เพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถสื่อสารการทำงานของตนได้มีประสิทธิภาพ ตรงประเด็น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือการนำเสนอให้คนทั่วไปเห็นถึง ‘คุณค่าของการทำงาน (Impact Value)’ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเข้ามาสนับสนุนการทำงาน และยังทำให้คนภายนอกได้เรียนรู้จากการทำงานของพื้นที่อีกด้วย

นอกจากการดำเนินงานข้างต้นแล้ว ยังมีอีกทีมหนึ่งที่ทำงานร่วมกันตลอดเส้นทาง คือ “ทีมวิจัย” ซึ่งจะดำเนินการถอดบทเรียนทั้ง 4 พื้นที่ ถอดกระบวนการทำงาน การสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและผลที่เกิดขึ้นในระระดับปัจเจกและเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมหนุนเสริมการทำงานครั้งนี้ ซึ่งผลในที่นี้คือผลที่เกิดขึ้นจากการนำเอาแนวคิดและเครื่องมือของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) การทำงานร่วมกับโคชติดตามคนทำงานภาคประชาสังคม และการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร มาใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อนำเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นไปใช้ในการพัฒนาโมเดลการสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

จากการทดสอบโมเดลนี้ในระยะเวลากว่า 7 เดือน ได้สิ้นสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงเดือน พ.ค. 2561 โดยได้มีการนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันใน ‘เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดพังงาแห่งความสุข’ เมื่อวันที่ 12 - 13 พ.ค. ที่ผ่านมา การพูดคุยร่วมกันของผู้นำจากทั้ง 4 พื้นที่ โคชติดตามพื้นที่ นักวิจัย วิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานรูปแบบใหม่นี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกโดยเฉพาะทางด้านสุขภาวะทางปัญญา ทุกคนได้พัฒนาภายในตัวเอง โดยเฉพาะการเป็นผู้นำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Leadership) และผู้นำร่วม (Collective Leadership) รวมถึงการพัฒนาด้านกลไกการทำงานอย่างแท้จริง แม้ผลลัพธ์ (Output) และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว (Outcome) จะยังไม่ปรากฏชัดด้วยระยะเวลาที่จำกัด แต่ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ได้เป็นหนึ่งใน “โมเดลการทำงานร่วมระหว่างภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่ ในการพยายามแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน” ที่พร้อมให้ผู้อื่นได้นำบทเรียนไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของบริบท ทั้งนี้งานวิจัยที่ได้จากการทำงานร่วมของทั้ง 4 องค์กรภาคประชาสังคมโดยละเอียด ทั้งประสบการณ์ วิธีการดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีทั้งอุปสรรคและความสำเร็จจะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือและมีให้ดาวน์โหลดทางออนไลน์ในเว็บไซต์ในช่วงปลายปี 2561 นี้

ประมวลการเรียนรู้จาก เวทีบ่มเพาะภาวการณ์นำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (YL#5)

  • 17-02 (12)
  • 17-02 (14)
  • 17-02 (27)
  • 17-02 (30)
  • 17-02 (51)
  • a (3)
  • a (10)
  • a (12)
  • a (17)
  • a (45)
  • a (46)
  • a (50)
  • a (64)
  • a (65)
  • a (68)
  • a (70)
  • a (89)
  • a (90)
  • a (95)
  • a (99)
  • a (105)
  • P’NONG
  • YL#5-01
  • a (12).q
  • 29570840_1913109688733366_6143735255813602298_n
  • 29571101_1913121768732158_2948527023962982683_n
  • 29572668_1913085488735786_3869705830267064702_n
  • 29683073_1913070095403992_5579698533731919924_n

ประมวลการเรียนรู้จาก

“เวทีบ่มเพาะภาวการณ์นำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)”

วันที่ 16 – 18 มีนาคม 2561

 

ที่ผ่านมาเมื่อนึกถึงคำว่า “ผู้นำ (Leader)” ผู้คนมักจะนึกถึงวีรบุรุษหรือผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม อันเป็นความหวังในการนำพาสังคมไปสู่ความเจริญ เป็นผู้แก้ไขปัญหาตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นมุมมองแบบกระบวนทัศน์เดิม ที่ผู้นำจะมีบทบาทในการนำเดี่ยวหรือนำแบบวีรบุรุษ (Heroic Leadership) แต่การนำแบบที่ผ่านมาอาจไม่เหมาะกับการนำในสภาวะปัจจุบันที่สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าหลายครั้งการพึ่งพาการนำของผู้นำเพียงคนเดียว อาจทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อผู้อื่นในวงกว้างได้

“โครงการผู้นำแห่งอนาคต” คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีแนวคิดว่าหากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคมในระยะยาว ควรที่จะพัฒนาบ่มเพาะ “พลเมืองรุ่นใหม่ (Young Active Citizen)” ให้เป็น “ผู้นำร่วม (Collective Leadership)” หรือ ผู้นำที่ใช้ปัญญาร่วมจากสังคม รับฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาทางแก้ไขและพัฒนาร่วมกัน โดยได้จัด “เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (Collective Leadership for Young Active Citizen)” ขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ในวันที่ 16 – 18 มีนาคม ที่ผ่านมา รวมจำนวนพลเมืองรุ่นใหม่ที่ผ่านการบ่มเพาะมากถึงกว่า 100 คน

คุณธนัญธร เปรมใจชื่น (น้อง)

ในการจัดครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก “คุณธนัญธร เปรมใจชื่น (น้อง)” กระบวนกรจากบริษัทเซเว่น เพรสเซนส์ (Sevenpresents) และทีมมาเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม คุณธนัญธรได้อธิบายแนวคิดในการบ่มเพาะพลเมืองรุ่นใหม่ร่วมกับโครงการฯ ว่า “การจัดกิจกรรมเน้นให้คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นผู้นำในอนาคต ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องด้านในของตัวเอง เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับผู้คนในการทำงานร่วม เพราะในวันข้างหน้าเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะได้ไม่พลาดที่จะได้ยินเสียงของตัวเองและผู้อื่น และไม่พลาดโอกาสที่จะได้รับรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยการก้าวมาเป็น ‘ผู้นำร่วม’ ไม่ได้หมายถึงว่าทุกคนจะต้องมีตำแหน่ง แต่หมายถึงการมี ‘สำนึกร่วม’ ที่จะรู้สึกว่านี่คือองค์กรของฉัน นี่คือบ้านของฉัน นี่คือประเทศของฉัน และฉันจะดูแลทั้งหมด คนทุกคนเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและแบ่งเบาซึ่งกันและกัน”  โดยกระบวนการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเรียนรู้ตนเอง และการทำความเข้าใจธรรมชาติของการทำงานเป็นทีม

สำหรับการเปิดเวทีการอบรมนี้ค่อนข้างแตกต่างจากเวทีอบรมอื่นตรงที่ ‘เวทีนี้ปราศจากการแนะนำตัว’ ให้คนอื่นได้รู้จักเราผ่านมุมมองที่อยากนำเสนอ แต่เป็นกระบวนการที่ละลายทุกคนลง ให้ได้ลองเริ่มต้นสำรวจจิตใจของตนทางอ้อมแทน ผ่านกิจกรรม ‘บ้านแห่งลมหายใจ’ ที่ทุกคนจะได้ออกวิ่งไขว่คว้าความปราถนาของตนเอง ความรัก ความสำเร็จ และมิตรภาพ เพื่อมองว่าชีวิตของเราขับเคลื่อนเพื่อตามหาสิ่งไหน แล้วหากมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดเข้ามาขัดขวางให้เดินยากขึ้นเราจะจัดการอย่างไร หรือเลือกไขว่คว้าอะไรไว้ก่อน โดยสิ่งที่กิจกรรมพามองควบคู่กันไป คือ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งอาจเกิดแตกต่างกันออกไประหว่างการได้ลองทำกิจกรรมคนเดียว การมีใครสักคนร่วมเดินเคียงข้าง และการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นทีม ถือเป็นกิจกรรมเปิดตัวที่ละลายให้ทุกคนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอย่างรวดเร็ว และยังเป็นการเปิดกระบวนการสำรวจใจของตนเอง ซึ่งปูทางไปสู่กิจกรรมทั้งหมดที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่าน ‘ฐานใจ’ ของผู้เข้าร่วม

หลังจากกิจกรรมเปิดตัวกระบวนการเรียนรู้ พี่น้องจึงได้พาทุกคนฝึก ‘การสื่อสารและการรับฟังอย่างมีคุณภาพ (Dialogue)’ โดยจับคู่กับเพื่อนแล้วรับฟังเรื่องราวของอีกฝ่าย ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้เกิดการฟังที่ ‘ไม่ใช่เพียงการได้ยิน’ แต่ ‘เป็นการรับรู้’ ไม่มีการสอดแทรก โต้แย้ง และตัดสิน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความหมายอันแท้จริงของการฟังให้ถึง “หัวใจ” ของผู้พูด

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย พี่น้องได้พาทุกคนเรียนรู้และคลี่คลายความเป็นตัวเองผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ‘ผู้นำสี่ทิศ’ ศาสตร์ของชาวอินเดียนแดงโบราณ ที่สะท้อนบุคลิก พฤติกรรม และการนึกคิดภายในของแต่ละคนในบริบทต่าง ๆ ผ่านสัตว์ประจำทิศ 4 ชนิด ที่มีความแตกต่างกันด้วยแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจว่าตนเองมีลักษณะโน้มเอียงไปในทิศทางใดบ้าง เพราะเมื่อสามารถมองเห็นถึงแรงขับเคลื่อนภายในได้แล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นมากขึ้น รวมถึงสามารถพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้ (อ่านคำอธิบายเรื่องผู้นำ 4 ทิศเพิ่มเติมได้ที่ : https://goo.gl/owurxb)

คุณศรุต ศีลแจ่มใส (กอล์ฟ) วิศวกรอาวุโส จากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สะท้อนบทเรียนที่มองเห็นตัวเองจากการทำกิจกรรมดังกล่าวว่า ปกติเราจะเป็นคนบ้างานมาก มีเป้าหมายชัดเจน ทำงานแล้วก็พุ่งไปอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าคนรอบข้างจะรู้สึกอย่างไร พอเข้าร่วมกิจกรรมแล้วทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้น สิ่งที่จะไปปรับคงเป็นการลด EGO ของตัวเองลง เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ถามความเห็นและความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

กิจกรรมวันแรกปิดลงอย่างสวยงามด้วยการรับฟังนิทานจากพี่น้องในชื่อเรื่องว่า ‘การเดินทางของชิ้นส่วนที่หายไป’ ซึ่งเป็นการทำ Voice Dialogue หรือการถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้ผู้ฟังได้สำรวจเบื้องลึกของจิตใจตนเอง ยอมรับตัวตน เยียวยาหัวใจ และเรียนรู้มุมต่าง ผ่านเรื่องราวของน้องชิ้นส่วนรูปทรงสามเหลี่ยมที่ค่อย ๆ  เจริญเติบโตผ่านการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ และการเรียนรู้ที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ในเช้าวันใหม่ที่สนามหญ้า กระบวนการเรียนรู้ผ่าน 3 ฐาน กาย ใจ และหัว เริ่มต้นขึ้นผ่านเกมสนุก ๆ ที่ช่วยละลายกำแพงของแต่ละคนลง ให้แสดงตัวตนภายในออกมา กิจกรรมแรก คือ ‘มังกรคาบหาง’ กิจกรรมเพื่อเรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำ ผู้ตาม และความเป็นทีม ต่อด้วยกิจกรรมที่สอง ‘ตี่จับ’ กิจกรรมที่เราคุ้นชินเคยเล่นกันมาแต่วัยเยาว์ แต่เบื้องหลังของกิจกรรมนี้คือการที่แต่ละคนจะได้ใช้เวลามองตัวเองให้ลึกซึ้งว่าเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นบ้าง มีการแก้ไขจัดการอย่างไร และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรามีการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างไร ภายใต้ความรู้สึกนึกคิดแบบไหน ทั้งสองเกมที่ทีมกระบวนกรวางไว้มีหน้าที่สำคัญ คือ การเป็นเครื่องมือจำลองสถานการณ์ให้เห็นการทำงานและการนำร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ ความรู้สึก และเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

คุณวริษฐา ขอประเสริฐ (จ๊ะเอ๋) Visual note taker บอกว่า การทำงานที่ได้คลุกคลีกับผู้คนหลากหลายจำนวนมาก ทำให้เธอถูกตัดสินจากบางคนทั้งที่ยังไม่รู้จักกันดี เธอจึงเลือกเก็บซ่อนตัวตนบางอย่างไว้

“เมื่อก่อนไม่ค่อยอยากยอมรับตัวตนบางอย่างของตัวเอง เช่น ตัวตนที่เราเคยวางใจโลก ตัวตนที่อ่อนโยน เพราะกลัวถูกเอาเปรียบหรือดูอ่อนแอเกินไปเวลาอยู่กับโลกข้างนอก แต่การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทำให้เรายอมรับตัวตนที่เกือบหลงลืมไปแล้วได้มากขึ้น เพราะเขาก็มีข้อดีที่ทำให้เราเป็นเรา”

วันสุดท้ายของการอบรมเป็นกิจกรรม ‘นับเลข’ ที่ช่วยสะท้อนให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงบทเรียนเรื่อง ‘การให้โอกาสแก่ความผิดพลาด’ เพราะในการทำงานหรือการใช้ชีวิต เราอาจทำเรื่องผิดพลาดหรือประสบพบเจอกับความผิดพลาดจากผู้อื่นหลายครั้งครา บทเรียนจากกิจกรรมนี้ที่ทุกคนจะได้พบ คือ การให้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ‘การให้โอกาสในการปรับปรุง แก้ไข ขัดเกลา ทั้งแก่ทั้งตัวเราและผู้อื่น เพราะน็อตทุกตัวสำคัญต่อการขับเคลื่อน ทุกก้าวที่เราคืบขยายเกิดจากการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้คุณจะเป็นความงดงามที่ผู้อื่นอยากเดินร่วมไปกับคุณ

คุณอารีย์ มูลสาร (มาย) ผู้ช่วยเลขาประชาสังคมพังงาแห่งความสุข เล่าว่า “ค่ายนี้จุดประกายให้เธออยากก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อก่อนเคยเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวคำตอบของตัวเองจะไม่ถูกต้อง แต่โครงการนี้ทำให้เราเปลี่ยนความคิด อยากจะผลักตัวเองให้มีความเป็นผู้นำมากขึ้น อยากท้าทายตัวเอง ออกจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยเป็น อยากก้าวไปอีกขั้น”

คุณสุรเชษฐ์ ตรรกโชติ (เจ) Project Manager จากองค์กรด้านธุรกิจเพื่อสังคม EdWINGS บอกถึงมุมมองความเป็นผู้นำที่เขาอยากเป็นในอนาคตว่า

“เราอยากเป็นผู้นำที่คาดหวังการท้าทายจากผู้ตาม ซึ่งเป็นชุดความคิดใหม่ที่จะมาทำลายชุดความคิดเดิมของเรา เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าทีมของเรามีศักยภาพสูงมาก และเราเองก็อยากเป็นผู้นำที่สบายใจได้ว่า ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ภารกิจที่สร้างอยู่จะไปต่อได้ เพราะการที่เราขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่มารับช่วงการทำงานต่อไปเรื่อย ๆ”

ก่อนจะแยกย้ายกลับไปสู่วิถีชีวิตของแต่ละคน พร้อมดวงตาที่มองเห็นมุมมองใหม่และกว้างขึ้นจากการเข้าร่วมกิจกรรม ครูน้องได้ชวนทุกคนทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาตลอด 3 วัน แล้วเขียนลงในจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตัวเอง โดยจดหมายเหล่านี้จะถูกส่งกลับไปหาทุกคนผ่านไปรษณีย์เมื่อเวลาผ่านไป โดยหวังว่าเมื่อทุกคนได้เปิดอ่านจดหมายของตัวเองอีกครั้ง จะได้หวนระลึกถึงบทเรียนที่ได้ตกตะกอนจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ และย้ำเตือนถึงเส้นทางของตนที่ตั้งใจจะก้าวต่อไป ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นตัวตนของตัวเองที่ถูกพัฒนา และพร้อมจะก้าวสู่การเป็นผู้นำร่วมที่นำพาความเปลี่ยนแปลงอันเข้มแข็งสู่สังคมในอนาคต

-------------------------------------

เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)

วันที่ 16 - 18 มีนาคม 2561

 

#โครงการผู้นำแห่งอนาคต #LSEd #สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

#ActiveCitizen #Collective #Leadership