ในห้องเรียน เด็กทุกคนมีส่วนร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

การสร้างความสุขร่วมกันภายในโรงเรียน (Collective Happiness in School) โดยการให้เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ในห้องเรียนของตนเอง ประสบการณ์ของครูแกนนำรุ่นที่ 2 โครงการก่อการครู บทสัมภาษณ์ของครูอับดุลย์ - ศิโรจน์ ชนันทวารี แห่งโรงเรียนบ้านเจียรดับ กรุงเทพมหานคร

สำหรับครูอับดุลย์แล้ว ความสุขร่วมกันในโรงเรียน จะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ผมคิดว่า จริง ๆ แล้ว องค์ประกอบของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นตัวครูเอง นักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วย ล้วนเป็นองค์ประกอบในการสร้างความสุขในโรงเรียนครับ ในขณะที่เราเป็นข้าราชการครู เราต้องรับนโยบายและหลักสูตรการศึกษาของภาครัฐก็จริง แต่เราสามารถปรับใช้ให้เกิดความสุขในห้องเรียนและปรับเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนให้มากที่สุดได้ครับ

ครูเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ห้องเรียนมีความสุขได้

ครูบางคนอาจไม่ยอมรับหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนใหม่ หรือยึดติดกับวิธีการสอนแบบเดิม ซึ่งอาจทำให้การขับเคลื่อนห้องเรียนเป็นไปในเชิงลบ ไม่เกิดประโยชน์กับเด็ก การสร้างความสุขร่วมกันในโรงเรียนเนี่ย ครูและเด็กเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนห้องเรียนไปด้วยกัน

อย่างสังกัดเรา เราไม่มีโยบายการคัดเลือกเด็ก เรามองว่าเด็กทุกคนเป็นเด็กที่มีศักยภาพหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นเด็กพิเศษ เด็กที่ครอบครัวหย่าร้างหรือไม่หย่าร้างก็ตาม โดยพื้นฐานแล้ว เด็กทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเรามองให้เห็นศักยภาพหรือความพิเศษของพวกเขาหรือไม่ ถ้าหากเราไม่มองถึงจุดนี้ การขับเคลื่อนห้องเรียนให้ความสุขจะเป็นไปได้ยาก

ในห้องเรียนของเรา เด็กทุกคนสำคัญหมด เด็กทุกคนมีศักยภาพหมด
เด็กทุกคนมีส่วนร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน

ผมพยายามเอากระบวนการเรียนรู้ที่ได้อบรมก่อการครูมาใช้ว่า ทำอย่างไรให้ห้องเรียนมีความสุข เช่น คาบแรกของการเรียน ผมจะถามเด็กเสมอว่า เด็กๆ อยากเรียนอะไร เด็ก ๆ มีความรู้สึกอย่างไรตอนนี้ ชอบหรือไม่ชอบอะไรในตัวเอง อยากให้ครูสอนอะไรบ้าง แล้วก็ถามความคิดเห็นของผู้ปกครองด้วยว่า เขาอยากเห็นเราสอนลูกหลานเขาไปในทิศทางไหนครับ ก่อนเอาหลักสูตรหรือตัวชี้วัดมาจับความต้องการทั้งหมด

ผมให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของบทเรียนร่วมกัน เขามีอำนาจในการร่วมสร้างบทเรียนของเขาขึ้นมาเอง เด็กจะมีความสุขมากกว่าการที่เราบอกแค่ว่าเทอมนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง หรือเธอต้องเรียนตามที่ฉันสอนนะ

พอเราลดอำนาจตัวเราลงมา เด็กก็มีความสุขมากขึ้น

อย่างผมสอนภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างนะครับ ชั้นเรียนเด็ก ป.1 แทนที่จะเอาโครงสร้างหลักสูตรมาให้เด็กดูว่าเด็กจะต้องเรียนอย่างไร แทนที่จะสอนแต่ A B C ผมให้อำนาจเด็ก ๆ ได้ปรึกษาร่วมกันว่า เขาอยากที่จะเรียนรู้อะไรบ้าง

มีเด็กหลายบอกว่าอยากเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ อยากเรียนเรื่องการออกกำลังกาย อยากเรียนเรื่องเชฟ เรื่องการทำอาหาร แล้วผมก็ใช้การวิจัยในชั้นเรียนแบบเล็ก ๆ ร่วมกับเด็ก ๆ เพื่อรวบรวมความต้องการและออกแบบเป็นหัวข้อในการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนจะเอาตัวชี้วัดไปจับ

ถ้าเราจะสอนเรื่องทำอาหารเป็นภาษาอังกฤษ เราก็สามารถเอาวัฒนธรรมการทำอาหารจากต่างประเทศมาสอนเป็นภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วยได้ เช่น การทำแซนวิช การทำพิซซา ถ้าเด็กเขาสนใจและมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ เขาก็จะสนใจที่จะมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้นด้วย

ที่โรงเรียนมีบรรยากาศของความสุขร่วมภายในโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน

ผมคิดว่าโรงเรียนของผมโชคดีที่การทำงานของเราครูแต่ละคนมีใจรักเด็ก และต้องการทำเพื่อเด็กเป็นอย่างแรก เวลาต้องจัดกระบวนการอะไรเราจะมองไปถึงเป้าประสงค์หรือจุดหมายคือการทำให้เด็กมีความสุขที่สุด จากนั้นเทคนิคในการทำงาน หรือวิธีการแก้ปัญหาให้กับเด็ก ๆ ก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับจุดมุ่งหมาย

ด้วยความรักที่ครูมีให้เด็ก และความตั้งใจจริงของครูที่จะเข้าใจเด็ก โรงเรียนของเราจึงมีสังคมแห่งการเรียนรู้หรือ Professional learning community (PLC) เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เต็มไปหมด ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากทำให้เด็กมีความสุขในห้องเรียนให้มากที่สุด ก็เลยพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง รวมถึงปรับให้ครูมีความสุขในการสอนให้มากที่สุดด้วย

การเข้าร่วมอบรมโครงการก่อการครู รู้สึกอย่างไรบ้าง

อันดับแรกที่ประทับใจ คือ ผู้เข้าร่วมกระบวนการทุกคน ผมประทับใจครูทั้ง 98 คน ที่นำพาเอาความพิเศษหลากหลายมารวมกัน ทั้งคุณครูในระบบ นอกระบบ คุณครูที่ขับเคลื่อนงานในด้านต่าง ๆ เลยทำให้เราได้เห็นความเป็นไปได้ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษามากเลย ผมได้เจอกับวิทยากรหรือกระบวนกรที่มีความหลากหลายเช่นกัน แต่ละคนมีจิตวิญญาณในการที่ขับเคลื่อนการศึกษาไปในทางที่ดีขึ้น

การอบรมที่นี่แตกต่างจากการอบรมทั่วไป คือมีการ reflection หรือ กระบวนการสะท้อนกลับเยอะมาก ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญมากกับการอบรม เพราะบางอย่างเราไปรับฟังอย่างเดียวแล้วเราไม่ได้สะท้อนกลับ ไม่ได้สร้างความเชื่อมโยงว่าว่าเราจะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ด้วยกระบวนการอย่างไร

กระบวนกรของโครงการนี้ พยายามให้เกิดกระบวนการสะท้อนกลับทุกครั้ง ทั้งในระหว่างที่ทำกิจกรรมและขณะที่ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว มันทำให้เราสามารถขมวดปม เป็นแนวทางสำหรับนำไปใช้จริงในชีวิตจริงได้ การอบรมจึงไม่ได้ลอย ๆ ไปเรื่อย ๆ หรือมีแต่เขียนตอบแบบทดสอบ ทำโพสต์เทสต์พรีเทสต์อะไรอย่างนั้นครับ

นอกจากนั้นกระบวนการทำให้เราได้เห็นการสะท้อนกลับของคุณครูท่านอื่นๆ ที่เขามีมุมมองแตกต่างกันด้วย เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมที่มันว้าวมาก ไม่เหมือนการอบรมบางที่ครูได้แค่ถ่ายรูปกลับไป

การอบรมก่อการครู เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจริงๆ

ผมชอบสามส่วนของโมดูลหนึ่งนะ วิทยากรหลักทั้งสามท่านทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น อย่างของพี่น้อง (คุณธนัญธร เปรมใจชื่น ผู้ก่อตั้งองค์กร 7 Presents) ก็ทำให้เรารู้จักตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ส่วนของอาจารย์หมอ (ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมงาน) ก็ทำได้รู้จักไทม์ไลน์ของตัวเอง ความเป็นมาในชีวิตครู

บางครั้งเราไปจดจ่อกับองค์ประกอบภายนอก
ซึ่งนอกเหนือความเป็นครูมากเกินไป เราก็เลยถอดใจหรือเสียศูนย์

แต่การอบรมในโมดูลหนึ่ง ทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร ตัวเราคือใคร พอเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราก็เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล สามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น โดยไม่ตัดสินเขาไปก่อนว่าเขาเป็นแบบนั้นแบบนี้

ส่วนของมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (คุณพฤหัส พหลกุลบุตร และทีมงาน) ทำให้เรารู้ว่า ภูเขาน้ำแข็งของแต่ละคนที่เราเห็นมันเป็นแค่ส่วนยอดภูเขาน้ำแข็ง ทำให้เรารู้ว่าการที่เราไปตัดสินคนแต่ละคนเป็นเรื่องที่ไม่ควร ภายใต้ภูขาน้ำแข็งทั้งของเด็ก เพื่อนครู และผู้บริหาร เขาผ่านอะไรมามากมาย มีความกลัว ความกล้า มีประสบการณ์ ถ้าเราไปตัดสินเขามันค่อนข้างจะไม่ยุติธรรมข้อคิดนี้ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

ที่ชอบมากสุดคือกิจกรรมสลับบทบาทการใช้อำนาจ ผมไม่เคยอบรมแบบนี้ที่ไหน มันทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจบริบทของคนในแต่ละบทบาทมากยิ่งขึ้น ผมนำความองค์ความรู้ที่ได้มาใช้เลย อันดับแรกคือเอามาใช้กับตนเองและครอบครัวก่อน คือเรามองว่าครอบครัวของครู การที่มีภรรยาและลูกที่เข้าใจแนวทางการทำงานเป็นพลังบวกที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างยั่งยืนมาก ผมได้ลองนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้กับครอบครัว เป็นเรื่องดีมาก เลย

การฟังมากขึ้น การฟังโดยไม่ตัดสิน การฟังเชิงลึก
การลดอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก
แล้วใช้แว่นตาของลูกในการมองปัญหาต่างๆ ที่เขาต้องการจะถ่ายทอด

จากนั้นเรามาลองใช้ในห้องเรียน ทำให้ห้องเรียนเป็นห้องแห่งการปรับเปลี่ยนเชิงบวก เราใช้กับเพื่อนครู การพูดคุยแลกเปลี่ยนและการฟีดแบ็กวิธีการปรับเปลี่ยนกระบวนการในห้องเรียนร่วมกัน นอกจากนั้นเรายังมีการแชร์ในโซเชียลด้วย เป็นอะไรที่ดีมากเพราะนอกจากในโรงเรียนของเรา ยังมีครูรอบตัวเราที่เขาอยู่ในสังกัดอื่นๆ ซึ่งได้มารู้จักกัน

การแลกเปลี่นนกันทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ และสามารถนำข้อมูลจากเพื่อนครูไปปรับใช้ได้อีกด้วย เพื่อนครูที่โรงเรียนก็สนใจโครงการก่อการครูมากนะครับ เพราะเราพยายามแชร์ให้เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของห้องเรียน โดยไม่ได้เป็นแค่การโฆษณาลอยๆ พอเราได้สะท้อนออกไปสู่เพื่อนร่วมองค์กร ได้ถ่ายทอดแนวคิดและสิ่งเกิดขึ้นในห้องเรียนสิ่งเหล่านั้นมันเป็นแรงบันดาลใจทำให้คนอื่นอยากจะมาเข้าร่วม

เราจัดก่อการครูแบบย่อย ๆ ในนโรงเรียนเราเองไป 3 ครั้งแล้ว แล้วก็เราค่อย ๆ กระเถิบไปหาเพื่อน ๆ ในวงของครูแต่ละคนด้วย ผู้บริหารโรงเรียนก็สนใจอยากเรียนรู้ด้วย เขาเข้าใจสิ่งที่เราพยายามทำครับ การสื่อสาร เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราทำกระบวนการในชั้นเรียนของเราให้สามารถสื่อสารให้ผู้บริหารเข้าใจได้ ก็จะเกิดความเข้าใจกันในโรงเรียนครับ