Category Archives: blog

ประมวลการเรียนรู้จาก เวทีบ่มเพาะภาวการณ์นำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (YL#5)

  • 17-02 (12)
  • 17-02 (14)
  • 17-02 (27)
  • 17-02 (30)
  • 17-02 (51)
  • a (3)
  • a (10)
  • a (12)
  • a (17)
  • a (45)
  • a (46)
  • a (50)
  • a (64)
  • a (65)
  • a (68)
  • a (70)
  • a (89)
  • a (90)
  • a (95)
  • a (99)
  • a (105)
  • P’NONG
  • YL#5-01
  • a (12).q
  • 29570840_1913109688733366_6143735255813602298_n
  • 29571101_1913121768732158_2948527023962982683_n
  • 29572668_1913085488735786_3869705830267064702_n
  • 29683073_1913070095403992_5579698533731919924_n

ประมวลการเรียนรู้จาก

“เวทีบ่มเพาะภาวการณ์นำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)”

วันที่ 16 – 18 มีนาคม 2561

 

ที่ผ่านมาเมื่อนึกถึงคำว่า “ผู้นำ (Leader)” ผู้คนมักจะนึกถึงวีรบุรุษหรือผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม อันเป็นความหวังในการนำพาสังคมไปสู่ความเจริญ เป็นผู้แก้ไขปัญหาตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นมุมมองแบบกระบวนทัศน์เดิม ที่ผู้นำจะมีบทบาทในการนำเดี่ยวหรือนำแบบวีรบุรุษ (Heroic Leadership) แต่การนำแบบที่ผ่านมาอาจไม่เหมาะกับการนำในสภาวะปัจจุบันที่สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าหลายครั้งการพึ่งพาการนำของผู้นำเพียงคนเดียว อาจทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อผู้อื่นในวงกว้างได้

“โครงการผู้นำแห่งอนาคต” คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีแนวคิดว่าหากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคมในระยะยาว ควรที่จะพัฒนาบ่มเพาะ “พลเมืองรุ่นใหม่ (Young Active Citizen)” ให้เป็น “ผู้นำร่วม (Collective Leadership)” หรือ ผู้นำที่ใช้ปัญญาร่วมจากสังคม รับฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาทางแก้ไขและพัฒนาร่วมกัน โดยได้จัด “เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (Collective Leadership for Young Active Citizen)” ขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ในวันที่ 16 – 18 มีนาคม ที่ผ่านมา รวมจำนวนพลเมืองรุ่นใหม่ที่ผ่านการบ่มเพาะมากถึงกว่า 100 คน

คุณธนัญธร เปรมใจชื่น (น้อง)

ในการจัดครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก “คุณธนัญธร เปรมใจชื่น (น้อง)” กระบวนกรจากบริษัทเซเว่น เพรสเซนส์ (Sevenpresents) และทีมมาเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม คุณธนัญธรได้อธิบายแนวคิดในการบ่มเพาะพลเมืองรุ่นใหม่ร่วมกับโครงการฯ ว่า “การจัดกิจกรรมเน้นให้คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นผู้นำในอนาคต ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องด้านในของตัวเอง เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับผู้คนในการทำงานร่วม เพราะในวันข้างหน้าเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะได้ไม่พลาดที่จะได้ยินเสียงของตัวเองและผู้อื่น และไม่พลาดโอกาสที่จะได้รับรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยการก้าวมาเป็น ‘ผู้นำร่วม’ ไม่ได้หมายถึงว่าทุกคนจะต้องมีตำแหน่ง แต่หมายถึงการมี ‘สำนึกร่วม’ ที่จะรู้สึกว่านี่คือองค์กรของฉัน นี่คือบ้านของฉัน นี่คือประเทศของฉัน และฉันจะดูแลทั้งหมด คนทุกคนเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและแบ่งเบาซึ่งกันและกัน”  โดยกระบวนการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเรียนรู้ตนเอง และการทำความเข้าใจธรรมชาติของการทำงานเป็นทีม

สำหรับการเปิดเวทีการอบรมนี้ค่อนข้างแตกต่างจากเวทีอบรมอื่นตรงที่ ‘เวทีนี้ปราศจากการแนะนำตัว’ ให้คนอื่นได้รู้จักเราผ่านมุมมองที่อยากนำเสนอ แต่เป็นกระบวนการที่ละลายทุกคนลง ให้ได้ลองเริ่มต้นสำรวจจิตใจของตนทางอ้อมแทน ผ่านกิจกรรม ‘บ้านแห่งลมหายใจ’ ที่ทุกคนจะได้ออกวิ่งไขว่คว้าความปราถนาของตนเอง ความรัก ความสำเร็จ และมิตรภาพ เพื่อมองว่าชีวิตของเราขับเคลื่อนเพื่อตามหาสิ่งไหน แล้วหากมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดเข้ามาขัดขวางให้เดินยากขึ้นเราจะจัดการอย่างไร หรือเลือกไขว่คว้าอะไรไว้ก่อน โดยสิ่งที่กิจกรรมพามองควบคู่กันไป คือ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งอาจเกิดแตกต่างกันออกไประหว่างการได้ลองทำกิจกรรมคนเดียว การมีใครสักคนร่วมเดินเคียงข้าง และการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นทีม ถือเป็นกิจกรรมเปิดตัวที่ละลายให้ทุกคนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอย่างรวดเร็ว และยังเป็นการเปิดกระบวนการสำรวจใจของตนเอง ซึ่งปูทางไปสู่กิจกรรมทั้งหมดที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่าน ‘ฐานใจ’ ของผู้เข้าร่วม

หลังจากกิจกรรมเปิดตัวกระบวนการเรียนรู้ พี่น้องจึงได้พาทุกคนฝึก ‘การสื่อสารและการรับฟังอย่างมีคุณภาพ (Dialogue)’ โดยจับคู่กับเพื่อนแล้วรับฟังเรื่องราวของอีกฝ่าย ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้เกิดการฟังที่ ‘ไม่ใช่เพียงการได้ยิน’ แต่ ‘เป็นการรับรู้’ ไม่มีการสอดแทรก โต้แย้ง และตัดสิน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความหมายอันแท้จริงของการฟังให้ถึง “หัวใจ” ของผู้พูด

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย พี่น้องได้พาทุกคนเรียนรู้และคลี่คลายความเป็นตัวเองผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ‘ผู้นำสี่ทิศ’ ศาสตร์ของชาวอินเดียนแดงโบราณ ที่สะท้อนบุคลิก พฤติกรรม และการนึกคิดภายในของแต่ละคนในบริบทต่าง ๆ ผ่านสัตว์ประจำทิศ 4 ชนิด ที่มีความแตกต่างกันด้วยแรงขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจว่าตนเองมีลักษณะโน้มเอียงไปในทิศทางใดบ้าง เพราะเมื่อสามารถมองเห็นถึงแรงขับเคลื่อนภายในได้แล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นมากขึ้น รวมถึงสามารถพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้ (อ่านคำอธิบายเรื่องผู้นำ 4 ทิศเพิ่มเติมได้ที่ : https://goo.gl/owurxb)

คุณศรุต ศีลแจ่มใส (กอล์ฟ) วิศวกรอาวุโส จากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สะท้อนบทเรียนที่มองเห็นตัวเองจากการทำกิจกรรมดังกล่าวว่า ปกติเราจะเป็นคนบ้างานมาก มีเป้าหมายชัดเจน ทำงานแล้วก็พุ่งไปอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าคนรอบข้างจะรู้สึกอย่างไร พอเข้าร่วมกิจกรรมแล้วทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้น สิ่งที่จะไปปรับคงเป็นการลด EGO ของตัวเองลง เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ถามความเห็นและความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

กิจกรรมวันแรกปิดลงอย่างสวยงามด้วยการรับฟังนิทานจากพี่น้องในชื่อเรื่องว่า ‘การเดินทางของชิ้นส่วนที่หายไป’ ซึ่งเป็นการทำ Voice Dialogue หรือการถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้ผู้ฟังได้สำรวจเบื้องลึกของจิตใจตนเอง ยอมรับตัวตน เยียวยาหัวใจ และเรียนรู้มุมต่าง ผ่านเรื่องราวของน้องชิ้นส่วนรูปทรงสามเหลี่ยมที่ค่อย ๆ  เจริญเติบโตผ่านการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ และการเรียนรู้ที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ในเช้าวันใหม่ที่สนามหญ้า กระบวนการเรียนรู้ผ่าน 3 ฐาน กาย ใจ และหัว เริ่มต้นขึ้นผ่านเกมสนุก ๆ ที่ช่วยละลายกำแพงของแต่ละคนลง ให้แสดงตัวตนภายในออกมา กิจกรรมแรก คือ ‘มังกรคาบหาง’ กิจกรรมเพื่อเรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำ ผู้ตาม และความเป็นทีม ต่อด้วยกิจกรรมที่สอง ‘ตี่จับ’ กิจกรรมที่เราคุ้นชินเคยเล่นกันมาแต่วัยเยาว์ แต่เบื้องหลังของกิจกรรมนี้คือการที่แต่ละคนจะได้ใช้เวลามองตัวเองให้ลึกซึ้งว่าเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นบ้าง มีการแก้ไขจัดการอย่างไร และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรามีการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างไร ภายใต้ความรู้สึกนึกคิดแบบไหน ทั้งสองเกมที่ทีมกระบวนกรวางไว้มีหน้าที่สำคัญ คือ การเป็นเครื่องมือจำลองสถานการณ์ให้เห็นการทำงานและการนำร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ ความรู้สึก และเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

คุณวริษฐา ขอประเสริฐ (จ๊ะเอ๋) Visual note taker บอกว่า การทำงานที่ได้คลุกคลีกับผู้คนหลากหลายจำนวนมาก ทำให้เธอถูกตัดสินจากบางคนทั้งที่ยังไม่รู้จักกันดี เธอจึงเลือกเก็บซ่อนตัวตนบางอย่างไว้

“เมื่อก่อนไม่ค่อยอยากยอมรับตัวตนบางอย่างของตัวเอง เช่น ตัวตนที่เราเคยวางใจโลก ตัวตนที่อ่อนโยน เพราะกลัวถูกเอาเปรียบหรือดูอ่อนแอเกินไปเวลาอยู่กับโลกข้างนอก แต่การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทำให้เรายอมรับตัวตนที่เกือบหลงลืมไปแล้วได้มากขึ้น เพราะเขาก็มีข้อดีที่ทำให้เราเป็นเรา”

วันสุดท้ายของการอบรมเป็นกิจกรรม ‘นับเลข’ ที่ช่วยสะท้อนให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงบทเรียนเรื่อง ‘การให้โอกาสแก่ความผิดพลาด’ เพราะในการทำงานหรือการใช้ชีวิต เราอาจทำเรื่องผิดพลาดหรือประสบพบเจอกับความผิดพลาดจากผู้อื่นหลายครั้งครา บทเรียนจากกิจกรรมนี้ที่ทุกคนจะได้พบ คือ การให้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ‘การให้โอกาสในการปรับปรุง แก้ไข ขัดเกลา ทั้งแก่ทั้งตัวเราและผู้อื่น เพราะน็อตทุกตัวสำคัญต่อการขับเคลื่อน ทุกก้าวที่เราคืบขยายเกิดจากการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้คุณจะเป็นความงดงามที่ผู้อื่นอยากเดินร่วมไปกับคุณ

คุณอารีย์ มูลสาร (มาย) ผู้ช่วยเลขาประชาสังคมพังงาแห่งความสุข เล่าว่า “ค่ายนี้จุดประกายให้เธออยากก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อก่อนเคยเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวคำตอบของตัวเองจะไม่ถูกต้อง แต่โครงการนี้ทำให้เราเปลี่ยนความคิด อยากจะผลักตัวเองให้มีความเป็นผู้นำมากขึ้น อยากท้าทายตัวเอง ออกจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยเป็น อยากก้าวไปอีกขั้น”

คุณสุรเชษฐ์ ตรรกโชติ (เจ) Project Manager จากองค์กรด้านธุรกิจเพื่อสังคม EdWINGS บอกถึงมุมมองความเป็นผู้นำที่เขาอยากเป็นในอนาคตว่า

“เราอยากเป็นผู้นำที่คาดหวังการท้าทายจากผู้ตาม ซึ่งเป็นชุดความคิดใหม่ที่จะมาทำลายชุดความคิดเดิมของเรา เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าทีมของเรามีศักยภาพสูงมาก และเราเองก็อยากเป็นผู้นำที่สบายใจได้ว่า ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ภารกิจที่สร้างอยู่จะไปต่อได้ เพราะการที่เราขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่มารับช่วงการทำงานต่อไปเรื่อย ๆ”

ก่อนจะแยกย้ายกลับไปสู่วิถีชีวิตของแต่ละคน พร้อมดวงตาที่มองเห็นมุมมองใหม่และกว้างขึ้นจากการเข้าร่วมกิจกรรม ครูน้องได้ชวนทุกคนทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาตลอด 3 วัน แล้วเขียนลงในจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตัวเอง โดยจดหมายเหล่านี้จะถูกส่งกลับไปหาทุกคนผ่านไปรษณีย์เมื่อเวลาผ่านไป โดยหวังว่าเมื่อทุกคนได้เปิดอ่านจดหมายของตัวเองอีกครั้ง จะได้หวนระลึกถึงบทเรียนที่ได้ตกตะกอนจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ และย้ำเตือนถึงเส้นทางของตนที่ตั้งใจจะก้าวต่อไป ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นตัวตนของตัวเองที่ถูกพัฒนา และพร้อมจะก้าวสู่การเป็นผู้นำร่วมที่นำพาความเปลี่ยนแปลงอันเข้มแข็งสู่สังคมในอนาคต

-------------------------------------

เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)

วันที่ 16 - 18 มีนาคม 2561

 

#โครงการผู้นำแห่งอนาคต #LSEd #สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

#ActiveCitizen #Collective #Leadership

เรียนรู้ตัวตนภายในเพื่อการคลี่ขยายและเติบโต

  • 4D – 1-01
  • 4D – 2-01
  • 4D – 3-01
  • 4D – 4-01
  • 4D – 5
  • YL #5 – คัวตน 4 ทิศ-01

เรียนรู้ตัวตนภายในเพื่อการคลี่ขยายและเติบโต

ในแต่ละวันของชีวิต เราอาจรับรู้ความต้องการภายในจิตใจ ผ่านสินค้าที่เลือกซื้อ ภาพยนตร์และละครที่เลือกชม กิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน การตัดสินใจเลือกทำสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราดูเหมือนเห็นและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นภายใน แต่แท้จริงแล้วเราอาจพลาดโอกาสสำคัญในการได้สัมผัสและค้นพบตัวตนภายใน พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ แก้ไข และพัฒนาตนเอง เพียงเพราะเราใช้ชีวิตรวดเร็วและวุ่นวายเกินไปกว่าจะสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านั้นก็เป็นได้

การที่เราจะ “รับรู้ถึงตัวตนอย่างจริงแท้” ได้ เราต้องรู้จักและเข้าอกเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมที่แสดงออกจากความคาดหวังภายใน โดยหากเราสามารถรับรู้ถึงตัวตนอย่างจริงแท้ได้ จะทำให้เราเข้าใจการมองโลกของตนเองมากยิ่งขึ้น สามารถตั้งคำถามกับการใช้ชีวิต และที่สำคัญคือการเห็นและเข้าใจการเดินทางอันยาวนานที่นำพาเรามาสู่ตัวเองในปัจจุบันจากทุกช่วงขณะของชีวิต นอกจากนั้นการได้ใคร่ครวญเพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ถึงตัวตนของตนเอง ยังทำให้เราสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลดการเดินพลัดหลงจากเส้นทางสู่จุดหมาย อีกทั้งสิ่งสำคัญสุด คือ การที่หัวใจของเราจะได้เยียวยาบาดแผล ยอมรับในตัวตนของตัวเอง และรักตัวเราเองมากยิ่งขึ้น

ภายในตัวเราแต่ละคน “มีตัวตนหลากหลายซับซ้อน” ซึ่งทั้งหมดจะถูกแสดงออกมาผ่านการอนุญาตโดยจิตของเรา ผ่านพฤติกรรม คุณลักษณะนิสัย สายตาที่เรามองออกไปเบื้องหน้า การให้ค่าต่อสิ่งรอบตัว หลักการที่เราเชื่อ และสิ่งที่เราเป็น โดยเราสามารถเข้าใจ เข้าถึง และยอมรับในความเป็นเราได้ด้วยการสังเกตเฝ้าดูตัวเราเอง และการสังเกตเฝ้าดูโดยคนใกล้ชิดรอบตัว ซึ่งจะช่วยบ่งชี้ให้เราเห็นความจริงแท้อย่างตรงไปตรงมาจากแรงสะท้อนที่รับสัมผัสต่อกัน โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้สังเกตตัวเองและผู้อื่นได้ง่ายขึ้นคือเครื่องมือ ‘ผู้นำ 4 ทิศ’

ผู้นำ 4 ทิศ : เรียนรู้ตัวตนภายในเพื่อการคลี่ขยายและเติบโต

“ผู้นำ 4 ทิศ” เป็นกระบวนการที่นำเอาศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองมาใช้ในการสังเกตุตัวตนผ่าน คุณลักษณะ อุปนิสัย มุมมอง และแรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

ทิศเหนือ “กระทิง” ทิศของนักรบ ผู้พิทักษ์ ผู้ปกป้อง

  • เป็นลักษณะของผู้นำที่รักความยุติธรรม รักพวกพ้อง
  • เป็นกลุ่มคนที่เรียนรู้และให้คุณค่ากับฐานกาย ชอบลุย และตัดสินใจเร็ว
  • มุ่งมั่น ทุ่มเท อุทิศตน มีเป้าหมายชัดเจนในการกระทำสิ่งต่าง ๆ
  • ไม่ชอบการใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม แต่บ่อยครั้งคนทิศนี้ก็เป็นผู้ใช้อำนาจในลักษณะนั้นเสียเอง

ทิศใต้ “หนู” ทิศของผู้ผสานไมตรี

  • เป็นกลุ่มคนที่เรียนรู้และให้คุณค่ากับฐานใจ ซึ่งเป็นมิติของอารมณ์ความรู้สึก
  • เป็นคนเกื้อหนุน ดูแล ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตร่วม
  • มีความยืดหยุ่น ประนีประนอม ยินยอมสูง เกรงอกเกรงใจ จนบางครั้งปฏิเสธไม่เป็น

ทิศตะวันออก “นกอินทรี” ทิศของผู้สร้างสรรค์

  • เป็นกลุ่มคนที่เรียนรู้และให้คุณค่ากับฐานคิด ชอบสร้างมุมมองที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
  • คิดการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ ชอบเสพข้อมูลแปลกใหม่และทันสมัย
  • มีความสุขกับการจินตนาการ วางแผน ขายฝัน เจ้าโครงการ
  • ไม่ชอบอยู่ในกรอบ เห็นความเป็นไปได้ใหม่

ทิศตะวันตก “หมี” ทิศของผู้เตรียมการ

  • เรียนรู้และให้คุณค่ากับฐานคิดแบบตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล
  • ใช้อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียน จึงเป็นผู้ไวต่อการจัดการปัญหาและอุปสรรค
  • เป็นคนละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง ต้องการความรู้สึกที่มั่นคงและปลอดภัย
  • ชอบเสพข้อมูลแบบลงลึก และต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่ชัดเจน

 

การเข้าไปสังเกตตัวตนภายในผ่านการจัดกลุ่มคุณลักษณะแบบง่ายและหลวม จะช่วยให้เราได้สังเกตความเป็นตัวเองจากการใช้ชีวิตและการทำงาน เพื่อให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนซึ่งส่งผลต่อคุณลักษณะที่จะช่วยให้เราเข้าใจและมองเห็น จุดแข็ง – จุดอ่อน ทั้งของตัวเราและผู้อื่นมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้พัฒนาตัวตนภายในของตนเอง แต่กระนั้นองค์ความรู้นี้บ่อยครั้งก็เป็นเหมือนกับดักที่ขังตัวตนของเราไว้ในกรอบหรือแบบแผนเช่นกัน หากเรายึดติดกับตัวตนด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วในตัวเราหนึ่งคนอาจเป็นส่วนผสมของคุณลักษณะอันหลากหลายในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป

 

ลองจินตนาการดูสิว่า หากเราสามารถมีความมุ่งมั่นแบบกระทิง มีความอ่อนโยนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นแบบหนู มีวินัยและรอบคอบแบบหมี และหมั่นพาตัวเองไปสู่พื้นที่ใหม่ไม่ติดกับกรอบแบบอินทรี นี่ไม่ใช่คุณลักษณะของผู้นำในฝันหรอกหรือ?

 

-------------------------------------

เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)

วันที่ 16 - 18 มีนาคม 2561

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: ธนัญธร เปรมใจชื่น. “ด้วยแรงกาย แรงใจ และสายตาที่เฝ้ามอง”, โครงการผู้นำแห่งอนาคต คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560. (download link: https://goo.gl/K2kScE)

 

#โครงการผู้นำแห่งอนาคต #LSEd #สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

#ActiveCitizen #Collective #Leadership

Leading with Soul Purpose : นำด้วยเป้าประสงค์ทางจิตวิญญาณ

  • Vikram (1)
  • Vikram (3)
  • Vikram (4)
  • VIKRAM-01-01
  • Vikram (5)
  • Vikram (6)
  • Vikram (7)
  • Vikram (8)
  • Vikram (9)

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีขยับเข้าใกล้ความเสมือนจริง
กับสิ่งมีชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ

.

สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ก็ขยับไปทำงานกับสภาวะภายใน
ทางจิต สติ และปัญญา มากขึ้นเช่นกัน

 

เกิดมา...ทำไม ? (What is your Purpose?)

คุณเคยมีคำถามกับตัวเองไหมว่า...เราเกิดมาทำไม หรือเกิดมาเพื่ออะไร ถ้าคุณเคยมีคำถามคล้ายๆ แบบนี้ นั่นอาจเป็นเพราะ ‘Purpose’ ของคุณกำลังส่งสัญญาณที่อยากให้คุณเปิดรับ เรียนรู้ และเริ่มต้นเดินบนเส้นทาง ‘ภารกิจ’ ของคุณเอง

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการภาวะการนำเพื่อการข้ามพ้น ในโมดูลที่ 3 "นำด้วยเป้าประสงค์ทางจิตวิญญาณ (Leading with Soul Purpose)" จึงชักชวนผู้นำรุ่นใหม่จากหลายภาคส่วนมาร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจเป้าประสงค์ทางจิตวิญญาณ ที่จะช่วยนำทางชีวิตและการทำงานให้ข้ามพ้นข้อจำกัดหรืออุปสรรค และนำไปสู่การเป็นผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมและโลกใบนี้ โดยได้รับเกียรติจาก ‘Mr.Vikram Bhatt, PCC’ (และคณะ) จากประเทศอินเดีย ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Leadership that Works องค์กรที่มุ่งสร้าง ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ผ่านกระบวนการโคชมาเป็นวิทยาการ

วันแรกของการอบรมเป็นการแนะนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้จักกับ Purpose ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง จะเป็นเรื่อง ‘อะไรก็ได้’ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ บางคนโชคดีที่ชีวิตอาจกำลังอยู่ในเส้นทาง Purpose ของตัวเองแล้ว แต่อีกหลายคนที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อนที่คอยรับฟังจะเป็นฝ่ายช่วยมองหาว่า ‘เรื่องราวเหล่านั้น’ ถูกปิดกั้นด้วยอะไร ทำไมจึงไปไม่ถึงเป้าหมาย

เพราะการผลัดกันเล่าเรื่องที่ผุดขึ้นมาในความคิด เป็นการช่วยกันมองหา Purpose ซึ่งแฝงอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เรากำลังทำ หรืออยากจะทำ เป็นดั่ง ‘รูปแบบ’ ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมองเห็นว่าจริงๆ แล้ว Purpose  คือสิ่งที่อยู่ภายในตัวทุกคน เป็นครูคนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตเราและสอนเราให้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง แต่บางครั้งเราอาจ ‘ไม่เคยรับรู้’ หรือ ‘รับรู้ แต่ไม่มั่นใจ’ ถึงการมีอยู่ หรือแม้กระทั่งรับรู้แล้วและลงมือทำตามอยู่อย่าง ‘โดดเดี่ยว’

ส่วนที่เราต้องค้นหาว่าการกระทำของเรานั้นถูก ‘ปิดกั้น’ ด้วยอะไร ก็เพื่อช่วยยืนยันว่า หากเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บน Purpose  แล้วก็ย่อมจะต้องพบผ่านการเรียนรู้ทั้งความสุข ความเจ็บปวด หรือผิดพลาดอยู่บ้างแน่นอน

เมื่อผู้เข้าร่วมอบรมค่อย ๆ รู้จัก Purpose วิทยากรจึงชวนให้ระลึกถึงช่วงชีวิตต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเด็กเพื่อรับรู้ถึง Purpose ที่อาจจะเคยส่งสัญญาณมาถึงเราก่อนหน้านี้ แล้วสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้งเบิกบาน ตื้นตัน หวาดกลัว หรือความกังวล ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ Purpose ของตัวเอง

ในวันที่สอง คุณ Vikram พาผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปรู้จักกับ ‘Hero Journey’ หรือเส้นทางการเดินทางของมนุษย์ 12 ขั้น ที่ลงมือทำตาม Purpose เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ส่วนรวม เปรียบได้กับการเดินทางของฮีโร่ที่ออกไปทำภารกิจเพื่อโลก เฉกเช่นเดียวกับตัวละคร Frodo Baggins ในภาพยนตร์ The Lord of The Ring ที่มีภารกิจเป็นการออกเดินทางเพื่อนำแหวนแห่งอำนาจไปทำลายยังดินแดนห่างไกล ซึ่งกว่าจะถึงจุดหมาย เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคและศัตรูนั่นเอง

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลองทบทวนถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองว่าในปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นใดของ Hero Journey แล้วในเส้นทางนั้นมี ‘เพื่อนร่วมทาง’ เป็นใคร ซึ่งใน Hero Journey นั้นจะมีทั้งเพื่อนฝั่งที่เป็น ‘มิตร’ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบครู คนแปลกหน้า หรือหนังสือเล่มใดก็ได้ที่เข้ามาบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นใช่และให้เดินหน้าต่อ ส่วนเพื่อนฝั่งที่เป็น ‘ศัตรู’ ก็อาจจะมาในรูปแบบเหตุการณ์เลวร้าย บุคคลแวดล้อมที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสียงภายในตัวเองที่คอยห้ามและฉุดรั้ง ในขั้นตอนนี้จะช่วยให้พบ Purpose  ของเพื่อนร่วมทางที่มาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาทางปล่อยวางด้านลบ และเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองจากแรงด้านบวกต่อไป

วันสุดท้ายของการอบรม คุณ Vikram ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมมาร่วมสัมผัสถึงความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง เพื่อรับรู้ตัวตนที่แท้จริงของเราด้วยการเปล่งเสียง ก้าวพ้นจากกรอบของภาษาและความคิด และก่อนการอบรมครั้งนี้จะปิดฉากลง ทุกคนต่างได้ลองกำหนดแนวทางที่จะลงมือกระทำตาม Purpose ของตัวเองเมื่อกลับไปสู่ชีวิตจริงหลังการอบรม การกำหนดลมหายใจเพื่อสร้างพลังใจด้วยการปลดปล่อยอุปสรรค ความกังวลทั้งหมดออกมากับลมหายใจออก และเปิดรับสิ่งดี ๆ เข้าไปกับลมหายใจเข้า

3 วันของการเรียนรู้เรื่อง 'Soul Purpose' หรือ 'เป้าประสงค์ทางจิตวิญญาณ' เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยจุดประกายให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ค้นพบ รู้จัก และยอมรับ Purpose ที่มีอยู่ของตัวเองเท่านั้น บางคนมี Purpose ที่ยิ่งใหญ่ บางคนมี Purpose เพื่อส่วนรวม หรือบางคนอาจจะมี Purpose เล็ก ๆ ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับคนรอบตัว หลังจากนี้คือการดำเนินไปตามวิถีทางของแต่ละคนที่จะบ่มเพาะจิตวิญญาณภายใน และพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา เพื่อพาตัวเองก้าวบนเส้นทาง Hero Journey หรือการเดินทางเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเองต่อไป