Category Archives: blog

จริยธรรมในการใช้ญาณทัศนะ

 

• ควรขออนุญาตก่อนที่จะใช้ญาณทัศนะกับอีกฝ่าย ไม่ใช้ญาณทัศนะในลักษณะที่เป็นการคุกคามผู้อื่น

• ไม่ควรยัดเยียดว่าญาณทัศนะของเราคือสัจจะ เพราะบางครั้งความคิดก็อาจจะเข้ามาแทรกแซงและแฝงตัวเป็นญาณทัศนะ ดังนั้น เมื่อเราใช้ญาณทัศนะกับใครก็ตาม เราจะไม่ยัดเยียดให้อีกฝ่ายเชื่อว่าสิ่งที่เรารับรู้มาผ่านญาณทัศนะคือความจริงแท้ที่ถูกต้องที่สุด แต่ให้ไว้วางใจในปัญญาของอีกฝ่ายว่าถ้ามันใช่เขาจะรู้เอง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยวาง

• สนใจใคร่รู้เสมอ สิ่งที่เรารู้อยู่แล้วอาจจะเข้ามาขวางทางญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ได้ เมื่อเราใช้ญาณทัศนะเราจะวางความรู้เอาไว้เพื่อเป็นการเปิดรับสิ่ง ที่เรายังไม่รู้

• ยินยอมให้เกิดการเปิดรับและแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน เพราะญาณทัศนะเป็นสากล เมื่อเรามอบให้คนอื่นก็ขอให้เปิดรับญาณทัศนะของอีกฝ่ายที่มอบให้เราด้วยเช่นกัน

• ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน เพราะยิ่งฝึก เราจะยิ่งรู้ว่ามีสิ่งที่เรายังเรียนรู้ได้อีกมากมาย

• ชำระล้างพลังงานทุกครั้งที่ใช้ญาณทัศนะ เพื่อเป็นการดูแลรักษาพลังงานภายในตัวเรา และป้องกันไม่ให้พลังงานของเราผูกติดกับพลังงานของผู้อื่น รวมทั้งระมัดระวังการยึดติดกับอัตตาของตนเอง

 

 

“ญาณทัศนะไม่ใช่เรื่องเหนือมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา
และสามารถที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมันได้”

 

Dialogue (YL#4)

สื่อสารและรับฟังอย่างมีคุณภาพ…เพื่อการเติบโตทางภาวะผู้นำ (Leadership)

“เราไม่อาจสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ได้ หากในความสัมพันธ์นั้น ๆ เรายังไม่สามารถเปิดใจรับรู้ เชื่อมโยงกันได้อย่างเท่าเทียม” การสื่อสารและรับฟังอย่างมีคุณภาพ “สุนทรียสนทนา (Dialogue)” (ตามหลักการของเดวิด โบห์ม) จะเป็นการทำให้ผู้คนหันหน้าเข้าหากัน เปิดความรักความเข้าใจในผู้อื่น เพราะเมื่อเราได้ฟังใครจริง ๆ เราจะรับรู้ความเป็นเขา มากกว่าการวิเคราะห์ตัดสินอย่างที่เราคุ้นชิน เมื่อเราฟังเป็น การตัดสินคนอื่นหรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัวจะค่อย ๆ ลดลง ความเป็นไปได้อื่นจะโผล่ปรากฏโดยไม่ต้องพยายาม ภายในของเราจะเริ่มเคารพในชีวิตอื่นมากขึ้นโดยเฉพาะตัวเอง เราจะหวดตีตัวเราน้อยลง ซึ่งนั่นจะทำให้เราหวดตีคนอื่นน้อยลงด้วย จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่ง และเป็นแก่นแกนพื้นฐานสำคัญของภาวะการนำกระบวนทัศน์ใหม่ ทั้งการสร้างภาวะนำร่วม (Collective) การนำโดยการเปลี่ยนแปลงภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอก (Transformative) และการนำโดยเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ตระหนักถึงผลการกระทำของตนเอง (Ethical) ล้วนแต่ต้องอาศัยความสามารถในการเห็นและรู้จักตัวเองและผู้อื่นอย่างซื่อสัตย์ทั้งสิ้น เพราะถ้าขาดทักษะเหล่านี้ภาวะการนำของแต่ละคนก็อาจไม่ต่างไปจากภาวะการนำในกระบวนทัศน์เก่า (ภาวะการนำในเชิงวีรบุรุษ (Heroic Leadership Paradigm))

 

 

“การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)” : เปิดการรับรู้ของตัวเรามากกว่าแค่ถ้อยคำและการจับประเด็นวิเคราะห์ เพราะในขณะที่ใครคนหนึ่งสื่อสาร เราไม่อาจเข้าใจเขาตรงหน้าได้อย่างลึกซึ้ง หากเรายังปล่อยให้ตัวเราควบคุมสถานการณ์เบื้องหน้าทั้งหมด การฟังอย่างลึกซึ้งจึงเป็นการเปิดความเข้าอกเข้าใจ ลดความเป็นอื่นต่อกันกับคนข้างหน้าและคนข้างในเรา

 

 

 

 

 

“การห้อยแขวนการตัดสิน (Suspending)” : การจะสามารถเข้าใจใครคนหนึ่ง สิ่ง ๆ หนึ่ง หรือปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ได้อย่างจริงแท้ เราต้องยอมวาง แขวน คุณภาพการคิดวิเคราะห์ การประเมิน และการตรวจสอบไว้เสียก่อน เพราะยิ่งเรามีคุณภาพที่คมชัดในเรื่องใด มีความคล่องและความชำนาญต่อสิ่งไหนมาก ๆ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่อนุญาตให้คำตอบอื่น ความเป็นไปได้อื่นผุดโผล่ขึ้นมา การด่วนสรุปของเรานี้เองที่เป็นกำแพงสำคัญในการเข้าถึง และพิสูจน์ว่าเราสามารถเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

 

 

 

“การเคารพผู้อื่น (Respecting)” : เป็นอีกเครื่องชี้วัดความเท่าเทียมในมนุษยชาติ การที่เราเคารพให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่ง ด้วยสำนึกภายในที่สะท้อนออกมาผ่านการกระทำต่าง ๆ ของเรา ไม่ว่าใครคนนั้นจะอยู่ในสภาพเช่นไร สัญชาติ ศาสนาใด ยืนอยู่กับชุดความเชื่อแบบไหน มาจากชั้นวรรณะใด ยิ่งเราลดทอนกำแพงของความเป็นอื่นลงได้มาก ก็จะยิ่งแสดงถึงคุณภาพภายในของตัวเรา คุณภาพที่สามารถเคารพและดำรงอยู่ร่วมกับชีวิตอื่น ๆ เคารพในเสียงความเงียบที่เขาไม่สามารถเปิดเผย หรือไม่ปรารถนาจะเผย เคารพในความไม่รู้ของตัวเองเพื่อเข้าถึงความเข้าใจในบางเรื่องราว สิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามากต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

 

 

 

 

“การเผยเสียงจริงแท้ (Voicing)” : มีเพียงความจริงแท้ภายในเราเท่านั้น ที่จะนำพาเราไปสู่คำตอบที่ใช่ที่สุดและเป็นหนทางที่ยกระดับเราสู่ภาวะจิตที่แท้จริงได้ เพราะเราจะไม่เป็นอื่นต่อเสียงภายในเรา ไม่บิดเบือนไปตามเสียงของการให้คุณค่าอื่นใดที่ชักนำให้เราคาดโทษตนเอง จนเรามีแต่เสียงของความพยายามท่องจำ มิใช่ความสดใหม่ที่หัวใจเอ่ยขาน ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นการปิดกั้น ตีกรอบ ปกป้องตัวเอง ไม่ให้ตัวเองได้ลองก้าวข้าม อนุญาตให้ตนเองเป็นตนเองอย่างจริงแท้

 

ก้าวข้ามสู่การเรียนรู้ (Fried-egg Theory)

ก้าวข้ามสู่การเรียนรู้

(Fried-egg Theory)

“ทฤษฏีไข่ขาวไข่แดง (Fried-egg Theory)” ทฤษฎีอธิบายการก้าวข้ามออกจากพื้นที่ปลอดภัย ขยายพื้นที่การเรียนรู้ สู่การเปลี่ยนแปลง

 

ทฤษฏีไข่ขาวไข่แดง (Fried-egg Theory) : เป็นทฤษฏีที่นักจิตวิทยาใช้ในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์

 

 

ไข่แดง : พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) คุ้นชิน อยู่แล้วผ่อนคลาย เป็นตัวเอง
“ไข่แดง” พื้นที่ตรงกลางเป็นส่วนที่มีขนาดไม่ใหญ่ มีเส้นขอบบาง ๆ กั้นจากพื้นที่ภายนอก โดยภายในไข่แดงอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย (ทั้งนี้ขนาดและสิ่งที่อยู่ภายในขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน) มนุษย์ทุกคนต่างมีพื้นที่ไข่แดงเป็นของตัวเอง เป็น ‘พื้นที่ที่คุ้นเคย อยู่แล้วผ่อนคลาย รู้สึกปลอดภัย และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง’ พื้นที่ไข่แดงของแต่ละคนจึงมีส่วนประกอบภายในที่ไม่เหมือนกัน อาจเป็นสถานที่บางแห่ง เช่น บ้านหรือห้องนอน อาจเป็นการได้อยู่กับใครสักคน หรือได้ใช้เวลากับสิ่งของบางชิ้นก็เป็นได้

 

 

 

 

ไข่ขาว : พื้นที่เสี่ยง
ไข่ขาวพื้นที่เสี่ยง กินอาณาเขตล้อมรอบไข่แดง และมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่กว่า เหตุที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพราะในการจะก้าวข้ามเส้นขอบของไข่แดงออกไปได้นั้น หลายคนจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ความหวาดกลัวที่จะก้าวพลาด แล้วต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เกินกว่าจะคาดเดา นอกจากนั้นเราอาจก้าวเลยไปสู่พื้นที่ของกระทะที่ร้อนฉ่า (พื้นที่อันตราย) ทำให้เราต้องพบกับความเจ็บปวด แต่นักจิตวิทยาเชื่อว่าพื้นที่ไข่ขาว คือ “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” ของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่มีขีดจำกัด เมื่อตัวเขาอนุญาตตัวเองหรือกล้าที่จะก้าวออกมาเผชิญกับสิ่งที่ไม่คิดจะทำหรือไม่เคยทำ

 

 

 

 

พยายามก้าวข้ามเส้นขอบไข่แดง : เผชิญหน้ากับความกลัว
การก้าวข้ามเส้นขอบของไข่แดงมาสู่พื้นที่เสี่ยง มักจะทำให้เราสั่นไหว เกิดความประหม่า เกร็ง ตื่นกลัว หลายครั้งจึงส่งผลให้เราต้องชะงักขาหยุดเดิน สาเหตุสำคัญสำหรับหลายคนก็มาจากตัวเองไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะต้องเผชิญอยู่ตรงหน้า
แต่ในอีกมุมหนึ่ง “การเผชิญหน้า” จะทำให้เรา ‘ตื่นตัวที่จะเรียนรู้’ และ ‘พยายามเอาตัวรอด’ ต่างจากการใช้ชีวิตในพื้นที่ไข่แดง อยู่กับความคุ้นชินจนอาจทำให้ตัวเราเฉื่อยชา

 

 

 

 

 

ก้าวพ้นขอบไข่แดง : เริ่มต้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เมื่อเรากล้าที่จะก้าวข้ามออกมาจากพื้นที่คุ้นชินซ้ำ ๆ ยืนหยัดอยู่บนพื้นที่เสี่ยง เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น จนพื้นที่ตรงนั้นกลายสภาพเป็นพื้นที่ที่เราคุ้นชิน เป็นการขยายขอบของพื้นที่ปลอดภัย ‘พื้นที่เสี่ยงอาจไม่ใช่พื้นที่อันตรายอย่างที่เราคิด อาจเป็นเพียงดินแดนที่เราไม่รู้จัก’ และเมื่อเราพยายามที่จะข้ามต่อไปเรื่อย ๆ อาณาเขตพื้นที่ปลอดภัยของเราก็จะกว้างขึ้นได้อย่างไม่จำกัด

 

 

 

 

 

 

เราอยากเชื้อเชิญให้คุณลองก้าวออกจากพื้นที่คุ้นชิน

Life begin at the end of your comfort zone.
-Neale Donald Walsh-

 

เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (YL #4)

บ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่

(Collective Leadership for Young Active Citizen)

หนึ่งในภารกิจหลักของโครงการผู้นำแห่งอนาคต คือ การพัฒนาสภาวะการเป็น ‘ผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm Leadership)’ ที่มีจิตวิญญาณและมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ให้ความสำคัญกับการ ‘พัฒนาตนเองจากภายใน’ ทั้งการฝึกสติรู้ตัวเท่าทันตน ‘การมีจริยธรรมคุณธรรม (Ethical Leadership)’ ให้คุณค่ากับ ‘ภาวะการนำร่วม (Collective Leadership)’ และอุทิศตนมุ่งมั่นต่อการ ‘สร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวม (Transformative Leadership)’ อันเป็นการขับเคลื่อนสังคมสู่วิถีสุขภาวะทางปัญญา โดยโครงการได้เล็งเห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีความคิดและมีจิตอาสาในการทำงานเพื่อสังคม รวมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพและพลังของคนรุ่นใหม่ โครงการจึงวางแผนการทำงานหนุนเสริมคนรุ่นใหม่อย่างเข้มข้นในระยะยาว ด้วยการสร้างพื้นที่ร่วมในการเรียนรู้และสัมผัสกระบวนการสร้างเสริมภาวะ ‘การนำด้วยกระบวนทัศน์ใหม่’ เพื่อเชื่อมโยงมิติการเติบโตภายในจิตใจ อาทิ การยกระดับการฟังอย่างลึกซึ้ง เปิดรับความเห็นต่าง และสร้างพื้นที่แห่งการเคารพร่วมกัน ผ่านการจัด “เวทีบ่มเพาะภาวะการนำร่วมสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ (Collective Leadership for Young Active Citizen) รุ่นที่ 4” โดยได้รับเกียรติจาก คุณธนัญธร เปรมใจชื่น (น้อง) และทีมงานจากสถาบัน 7 Presents ในการนำกระบวน ปูพื้นฐานเตรียมความพร้อมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมออกจากภาวะวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นกำลังหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ประเทศต่อไป

 

“ผู้นำและภาวะการนำกระบวนทัศน์ใหม่” ในบริบทนี้ หมายถึง สภาวะความเป็นผู้นำที่ให้คุณค่ากับศักยภาพ และการพัฒนา “ด้านใน” (Self-leadership) เพื่อก้าวข้ามมายาคติ ความคิด และความเชื่อเดิม ๆ ของผู้นำเชิงอำนาจ หันกลับมาพัฒนาความสามารถเชิงการสะท้อน ย้อนมองตนเอง (Reflexivity) การเชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง (Connectivity) การเรียนรู้ใหม่ และเปลี่ยนแปลงตนเอง (Renewability) และความรับผิดชอบ (Responsibility) ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น สังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
สภาวะการนำแห่งอนาคตจึงเน้นความเป็นผู้นำแบบรวมหมู่และหลากหลาย (Collective หรือ Ecology of leadership) มีจิตสำนึกและความประพฤติที่ซื่อตรง มุ่งประโยชน์สุขของส่วนรวม (Ethical leadership) และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างมีพลัง (Transformative leadership) ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม

 

 

 

นำโดยมีจริยธรรม (Ethical leadership) : การเป็นผู้นำที่ตระหนักรู้ว่า ตนเองยึดถือชุดคุณค่าทางจริยธรรมแบบใด สิ่งที่ยึดถืออยู่ไปกดทับชุดคุณค่าอื่น ๆ หรือไม่ และสามารถเปิดใจเรียนรู้ชุดคุณค่าทางจริยธรรมที่แตกต่างจากที่ตนเองยึดถือได้หรือไม่ สุดท้ายคือการตระหนักรู้ว่า พฤติกรรมของตัวเองมีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร จนเกิดจิตสำนึก และสามารถหาความสมดุลระหว่างชุดจริยธรรมที่ตนเองยึดถือกับชุดจริยธรรมอื่น ๆ

 

 

 

นำร่วม (Collective leadership) : โครงการเชื่อว่า การนำและการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่ผู้นำแบบเดิม ที่มีลักษณะแบบนำเดี่ยวหรือการนำแบบวีรบุรุษ (Heroic leadership) ซึ่งอาจไม่เท่าทันกับการแก้ไขปัญหาสังคมที่มีความซับซ้อน จนส่งผลกระทบในวงกว้าง และอาจสร้างปัญหาตามมาอีกหลายประการ

“การนำร่วม” จึงเป็นแนวทางในการนำโดยใช้ปัญญาร่วมจากสังคม เปิดพื้นที่ให้บรรดาผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนชุดความรู้ สร้างความสัมพันธ์ รับฟังกัน นอกเหนือจากเรื่องงาน รวมถึงมีการใช้กระบวนการที่ทำให้เกิดปัญญาร่วมของกลุ่มขึ้น เพื่อสร้างรูปแบบการนำอย่างมีส่วนร่วมแบบหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

 

 

นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative leadership) : โครงการเชื่อว่า ทุกคนสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ และการเป็นผู้นำในรูปแบบนี้เกิดจากการที่แต่ละคนเริ่มตระหนักรู้ในตัวเองและเห็นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตัวเอง และสามารถแผ่ขยายไปสู่ผู้อื่นในสังคมได้ เช่น บางคนอาจเป็นคนจุกจิกชอบจับผิดคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยความทุกข์อย่างมาก แต่เมื่อเขาหรือเธอรู้ตัวและเห็นว่าพฤติกรรมของตนเองสร้างความทุกข์แก่คนอื่นอย่างไร จึงเริ่มฝึกฝนการมองผู้อื่นด้วยความชื่นชมและความกรุณา มองเห็นโอกาสเติบโตมากกว่าข้อผิดพลาด จึงเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน จนเกิดบรรยากาศในการทำงานที่มีความสุข และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันตามมา เป็นต้น